⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2537/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2537/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยกัน ย่อมต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำความผิดของจำเลยคนหนึ่งคนใดที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้น แม้จำเลยจะไม่ได้ลงมือกระทำการฆ่าผู้ตายโดยตรงก็ตาม หากการฆ่าเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดที่ได้ร่วมกันกระทำไว้

ย่อคำพิพากษา

แม้ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไม่มีอาวุธปืนใด ๆ ติดตัวมาเลยและขณะจำเลยที่ 1 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและกระชากเอาสร้อยคอทองคำไปจากผู้ตาย จำเลยที่ 2 จะยืนอยู่เฉย ๆ ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 มายังที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 กับพวก เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและกระชากสร้อยคอทองคำที่ผู้ตายสวมอยู่ไปได้แล้ว จำเลยที่ 2 วิ่งหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1กับพวก ประกอบกับคดีฟังได้ตามคำให้การชั้นสอบสวนว่าขณะจำเลยที่ 1กับพวกปรึกษากันเรื่องจะปล้นทรัพย์ผู้ตาย จำเลยที่ 2 ก็นั่งฟังอยู่ด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ขณะจำเลยที่ 1 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น จำเลยที่ 2ยืนเฉย ๆ มิได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันจะถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กับพวกในการฆ่าผู้ตายเลย จำเลยที่ 1กับพวกตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายไปตามลำพังและโดยฉับพลันในขณะนั้นเอง จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1กับพวก ฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนปล้นทรัพย์และใช้อาวุธปืนยิงเจ้าทรัพย์โดยเจตนาและไตร่ตรองจำเลยที่ 1 รับสารภาพ จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 50 ปี จำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับพวก ได้ร่วมกันปล้นสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาทของผู้ตายไป ในการปล้นทรัพย์นี้จำเลยที่ 1 กับพวกอีก 1 คนใช้อาวุธปืนที่มีติดตัวมายิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลที่ถูกยิง และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ว่า"แม้ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไม่มีอาวุธปืนใด ๆ ติดตัวมาเลยเพียงแต่เข้าไปยืนอยู่ด้านหลังเขียงของผู้ตายใกล้ผู้ตาย และขณะจำเลยที่ 1 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและกระชากเอาสร้อยคอทองคำไปจากผู้ตาย จำเลยที่ 2 จะยืนอยู่เฉย ๆ ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2มายังที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 กับพวก จำเลยที่ 1 กับพวกอีก 2 คน มาหยุดยืนด้านหน้าเขียงของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 2 หยุดยืนทางด้านหลังเขียงใกล้ผู้ตาย เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและกระชากสร้อยคอทองคำที่ผู้ตายสวมอยู่ไปได้แล้วจำเลยที่ 2 ก็ได้วิ่งหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าว ประกอบกับคดีฟังได้ตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และของที่ 2ตามเอกสารหมาย ป.จ.3 และ ป.จ.4 ตามลำดับว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาปล้นทรัพย์ผู้ตาย เพื่อเอาสร้อยคอทองคำของผู้ตายไปขายเอาเงินไปให้พวกของจำเลยที่ 1 กับพวกที่กำลังมีความจำเป็นต้องใช้เงิน และขณะจำเลยที่ 1 กับพวกปรึกษากันเรื่องจะปล้นทรัพย์ผู้ตาย จำเลยที่ 2 ก็นั่งฟังอยู่ด้วยแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอันมีเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานให้เห็นว่าคนร้ายรายนี้มีเจตนาจะฆ่าผู้ตายมาก่อนกลับได้ความจากคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย ป.จ. 3 และป.จ. 4 ตามลำดับว่า มีเจตนาจะหาเงินไปช่วยเพื่อนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเท่านั้น ขณะจำเลยที่ 1 กับพวกอีก 1 คนใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น จำเลยที่ 2 ก็ได้ยืนเฉย ๆ มิได้พูดหรือกระทำการใด ๆอันจะถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กับพวกคนนั้นในการฆ่าผู้ตายเลย จำเลยที่ 1 กับพวกคนนั้นตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายไปตามลำพังและโดยฉับพลันในขณะนั้นเอง จำเลยที่ 2จึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอันมีเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทว่าจำเลยที่ 2มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ด้วย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทว่าจำเลยที่ 1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 โดยมิได้ระบุอนุมาตรานั้นศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 289 มีหลายอนุมาตรา แต่ละอนุมาตรามีองค์ประกอบความผิดไม่เหมือนกัน เมื่อข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความเข้าลักษณะอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามอนุมาตราใดของมาตรา 289 ก็ชอบที่ศาลจะระบุอนุมาตรานั้น ๆ ไว้ด้วย คดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายเพื่อความสะดวกในการที่จะปล้นเอาสร้อยคอทองคำของผู้ตายไปจึงต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(6)และที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท ราคา 44,000 บาท แก่เจ้าของนั้นปรากฏว่าผู้เป็นเจ้าของสร้อยคอดังกล่าวถึงแก่ความตายแล้วศาลฎีกาเห็นควรแก้เสียให้ชัดเจน" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(6) และมาตรา 340 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายสองบทที่มีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคท้ายประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา340 วรรคท้าย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท ราคา 44,000 บาท แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2537/2531 อัยการ เพชรบูรณ์ โจทก์ นาย ถาวร ทอง แย้ม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ เพชรบูรณ์ · จำเลย - นาย ถาวร ทอง แย้ม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง คล้ายแก้ว · ธีรศักดิ์ กรรณสูต · ถวิล ทองสว่างรัตน์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2581/2548ฎีกา 2246/2520ฎีกา 1597/2532ฎีกา 1597/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1162/2508ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1315/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา