⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2862/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขับขี่รถต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งไว้ หากผู้ขับขี่ฝ่าฝืนและเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าผู้ขับขี่นั้นมีส่วนประมาทด้วย.

ย่อคำพิพากษา

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 นั้น บทบัญญัติมาตรา 55 (4)และมาตรา 71 (1) (2) ต้องอยู่ในเงื่อนไขของมาตรา 21 ดังนั้นเมื่อโจทก์ขับขี่รถมาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุ โจทก์ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ หากปรากฏว่าสี่แยกด้านที่โจทก์ขับขี่รถมามีป้ายสัญญาณจราจรให้หยุดเพื่อดูความปลอดภัย แต่โจทก์กลับขับขี่รถแล่นออกไปโดยไม่ได้หยุดและชนกับรถที่จำเลยที่ 1 ขับขี่แล่นผ่านสี่แยกจากอีกด้านหนึ่งด้วยความเร็วสูง แม้ว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ก็นับว่าโจทก์มีส่วนประมาทด้วย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.442 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.21 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.55 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.71

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถประมาท โดยขับรถด้วยความเร็วสูงมากและไม่หยุดตรงทางแยกให้รถที่โจทก์ขับผ่านไปก่อนเป็นเหตุให้ชนรถของโจทก์ที่ผ่านทางแยกอีกด้านหนึ่งมา โจทก์ได้รับบาดเจ็บ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างและทำงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ขอให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ใช้ค่าเสียหาย ๖๕,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างและไม่ได้ทำงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ โจทก์ประมาทฝ่ายเดียว เพราะสี่แยกด้านที่โจทก์ขับรถมาเป็นทางโทมีเครื่องหมายจราจร 'หยุด' โจทก์ต้องหยุดให้รถของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นรถในทางเอกผ่านไปก่อน แต่โจทก์ไม่หยุดจึงเกิดเหตุชนกันขึ้น ค่าเสียหายไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างขับรถด้วยความประมาท และจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายประมาทมากกว่า ค่าเสียหายของโจทก์ ๔๕,๖๘๕ บาท แต่โจทก์มีส่วนประมาทอยู่ด้วย เห็นควรให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้เพียง ๓๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องร่วมรับผิด พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นฎีกานี้คดีมีปัญหาว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ในปัญหาว่า โจทก์มีส่วนประมาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ ๒ นำสืบตรงกันมีว่าโจทก์ขับรถยนต์ปิกอัพจากพระแท่นมุ่งหน้าไปทางท่าเรือรถบรรทุกของจำเลยที่ ๒ แล่นด้วยความเร็วสูงจากท่ามะกาจะไปท่าม่วง ชนกันที่สี่แยกตรงจุดชนตามแผนที่เกิดเหตุ รถโจทก์แล่นไปได้ ๒๕.๗๐ เมตร อีก ๔.๒๐ เมตร จะถึงแนวขอบถนนด้านซ้ายที่รถจำเลยที่ ๒ แล่นมา ไม่มีรอยห้ามล้อของรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ในข้อที่โจทก์ว่าโจทก์ไม่ได้ประมาท โจทก์เบิกความว่า เมื่อถึงสี่แยกโจทก์หยุดรถ มองซ้ายขวาแล้วไม่มีรถจึงขับผ่านสี่แยก ฝ่ายจำเลย นายชัยยศซึ่งขับรถสวนทางกับรถโจทก์เบิกความว่า เมื่อขับรถถึงสี่แยกมองไปตรงหน้าไม่เห็นรถโจทก์ มองไปทางขวามือเห็นรถบรรทุกสิบล้อคันหนึ่งแล่นมาห่างพยานประมาณ ๑๐๐ เมตร มองไปทางซ้ายก็รู้สึกตัวว่ารถถูกชน นายชัยยศมีฐานะเป็นคนกลาง ไม่ได้เป็นฝ่ายโจทก์หรือจำเลยในกรณีรถโจทก์จำเลยชนกัน จึงมีน้ำหนักดีกว่าโจทก์และเมื่อพิเคราะห์ตามแผนที่เกิดเหตุ รถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๒ ไม่มีรอยห้ามล้อ แสดงว่าคนขับรถคือจำเลยที่ ๑ ไม่ได้มองเห็นรถโจทก์เลย ที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะรถโจทก์ได้แล่นผ่านป้ายที่บอกให้หยุดโดยไม่หยุดดูความปลอดภัยให้ดีเสียก่อน และตามที่โจทก์ว่า ตอนแรกที่โจทก์เห็นรถจำเลยที่ ๒ ห่างโจทก์ประมาณ ๒๐๐ เมตร ซึ่งถ้าห่างถึงขนาดนั้นจริงรถโจทก์แล่นผ่านความกว้างของสี่แยกประมาณ ๓๐ เมตร ได้อย่างปลอดภัย จึงเชื่อได้ว่ารถโจทก์ได้แล่นผ่านป้ายที่บอกให้หยุดเพื่อดูความปลอดภัยโดยไม่ได้หยุด แต่แล่นออกมาเลย ประกอบกับรถจำเลยที่ ๒ แล่นด้วยความเร็วสูงจึงเกิดชนกัน แม้ว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ ๑ คนขับรถของจำเลยที่ ๒ แต่โจทก์ก็นับว่ามีส่วนประมาทด้วย ตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๕ (๔) และมาตรา ๗๑ (๑) (๒) นั้น เห็นว่าบทกฎหมายดังกล่าวต้องอยู่ในเงื่อนไขของมาตรา ๒๑ ก่อนคือผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ตามแผนที่เกิดเหตุในเอกสารหมาย จ.๕ ที่พนักงานสอบสวนทำมามีป้ายหยุดอยู่ ซึ่งโจทก์จะต้องปฏิบัติตามเครื่องหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ก็ไม่อาจอ้างมาตรา ๕๕ (๔) และมาตรา ๗๑ (๑) (๒)ได้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มีส่วนประมาท จึงชอบแล้ว..... ฯลฯ..... พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2531 นายชัชชัย แซ่โค้ว.โจทก์ นายประยงค์ ด้วงใบบัว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความแซ่โค้ว.โจทก์ - นายชัชชัย · จำเลย - นายประยงค์ ด้วงใบบัว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายวิชัย เหลืองวิไล · ศาลอุทธรณ์ - นายสำราญ ชื่นเจริญสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8137/2538ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา