⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3889/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3889/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร หรือสิ่งพิมพ์อื่นใด เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีโทษหนักกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นประธานสหภาพแรงงานยาสูบ เป็นผู้เขียนบทความลงในเอกสารสหภาพแรงงานยาสูบ โฆษณาเผยแพร่ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการยาสูบว่า โจทก์เป็นผู้อำนวยการยาสูบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดสติปัญญาความสามารถในการบริหารงาน เป็นผู้มีเจตนาทำลายศีลธรรมอันดีของพนักงานยาสูบ สร้างสถานการณ์สับสนวุ่นวายเพื่อให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ก้าวก่ายหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ทำลายระเบียบแบบแผนขั้นตอนในการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม สมรู้ร่วมคิดกับสมุนเลวร้ายให้พนักงานบรรจุใหม่กระโดดข้ามหัวหน้างานเก่า สนับสนุนพวกที่ได้รับโทษทางวินัยขึ้นมาเสวยอำนาจเพื่อป้องกันการซัดทอดคอร์รัปชันให้พ้นตัว ไม่มีจิตสำนึกเห็นความสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สหภาพแรงงานยาสูบกำลังถูกอำนาจป่าเถื่อนกลั่นแกล้งข่มขู่ลิดรอนอำนาจและหาทางกลั่นแกล้งพนักงานยาสูบบกพร่องในหน้าที่ ปล่อยให้ผลประโยชน์ของโรงงานยาสูบรั่วไหลอยู่ในมือพ่อค้า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรมหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ไม่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม แต่เป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง กรณีที่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ได้กระทำโดยการโฆษณา ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้เหตุที่ต้องรับโทษหนักขึ้นไว้ในมาตรา 328 นั้น เป็นการลำดับการลงโทษเป็นชั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายบทตามมาตรา 90

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326 ประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประมวลกฎหมายอาญา ม.329

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘, ๓๙๓, ๙๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ ให้ลงโทษตาม มาตรา ๓๒๘ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นประธานสหภาพแรงงานยาสูบ เป็นผู้เขียนข้อความตามเอกสารหมาย จ.๑ แจกจ่ายไปยังพนักงานยาสูบทั่วประเทศ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์นำสืบว่าข้อความที่จำเลยเขียนตามเอกสารหมาย จ.๑ ไม่เป็นความจริง ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี โจทก์บริหารงานภายใต้บังคับบัญชาของคณะกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบ ถ้าเป็นความจริงตามเอกสารหมาย จ.๑ คณะกรรมการดังกล่าวคงจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับตัวโจทก์ส่วนจำเลยนำสืบว่า การเขียนข้อความตามเอกสารหมาย จ.๑ เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามครองธรรม ได้ตรวจพิเคราะห์ข้อความในเอกสารหมาย จ.๑ ข้อความที่ว่าฝ่ายบริหารของโรงงานยาสูบ โดยเฉพาะผู้อำนวยการยาสูบ บริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ บกพร่องในหน้าที่ ปล่อยให้ผลประโยชน์อันพึงได้ของโรงงานยาสูบต้องรั่วไหลอยู่ในกำมือของพ่อค้า ขาดสติปัญญา ความสามารถในการบริหารงานให้ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า มีเจตนาที่จะทำลายศีลธรรมอันดีงามของพนักงานยาสูบเกี่ยวกับคุณธรรม พยายามสร้างสถานการณ์สับสนวุ่นวายอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานขึ้นในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ปฏิบัติการรวบอำนาจก้าวก่ายสิทธิหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ทำลายระเบียบแบบแผน ขั้นตอน บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย อย่างไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสร้างอำนาจให้แก่ตนเองด้วยการดึงสมัครพรรคพวกมาบริหารงานในตำแหน่งสำคัญ ๆ โดยทางลัดสมรู้ร่วมคิดกับสมุนเลวร้ายจัดระบบแบบก้าวกระโดด ให้พนักงานบรรจุใหม่กระโดดข้ามหัวพนักงานเก่าสนับสนุนพวกที่ได้รับโทษทางวินัยเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องจักร ร.ย.ส.๕ ขึ้นมาเสวยอำนาจเพื่อป้องกันการซัดทอดคอร์รัปชันให้พ้นตัว....ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการยาสูบ ได้ก่อหนี้สินรุงรังท่วมท้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งยังไม่เคยปรากฏว่ามีผู้อำนวยการคนไหนในอดีตที่ผ่านมาจะทำความผิดหวังให้แก่พนักงานยาสูบอย่างแสนสาหัสเหมือนในครั้งนี้ แม้กระทั่งผู้จัดการโรงผลิตบุหรี่ฝ่ายผลิตก็ถูกบีบบังคับให้มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนอย่างกระทันหัน.... ขาดคุณสมบัติตำแหน่งผู้อำนวยการ.....ไม่มีจิตสำนึกเห็นความสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา และพรมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งชาติสมควรจะเทิดทูนไว้เหนือสิ่งใด ถึงกับบังอาจมีคำสั่งให้ผู้จัดการโรงผลิตยาสูบชักชวนปลุกระดมให้พนักงานปฏิบัติงานในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๕ โดยที่ทราบดีอยู่แล้วว่าในวันดังกล่าวแม้รัฐบาลเองก็ออกประกาศให้เป็นวันหยุดราชการทั่วประเทศ แต่ฝ่ายบริหารโรงงานยาสูบไม่สนใจในสถาบันอันสูงส่งนี้เลย...ผู้จัดการ ร.ย.ส.๔ ก็พลอยต้องรับเคราะห์ไปด้วยเพราะเป็นผู้รับบัญชามาจากหน่วยเหนือ สหภาพ ฯ เห็นใจนึกว่าเป็นกรรมก็แล้วกันที่บังเอิญมีผู้บังคับบัญชาที่ไม่รับผิด รับแต่ชอบเช่นนี้..... สหภาพ ฯ เองก็กำลังถูกอำนาจป่าเถื่อนของฝ่ายบริหารกลั่นแกล้งข่มขู่ลิดรอนอำนาจจนไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ที่จะเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากฝ่ายบริหารได้...... ได้ถูกผู้อำนวยการยาสูบเหยียบย่ำจนไม่เหลือโครงสร้างไว้ให้สัมผัส....... ผมในฐานะที่เป็นกรรมการของสหภาพแรงงานยาสูบ และได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาอยู่ด้วย บอกตรง ๆ ผมมีความละอายใจและแสนจะอัปยศในการสรุปผลการสอบสวนของคณะกรรมการฝ่ายบริหาร ตลกสิ้นดี ตลกอย่างมหากาฬ มันเป็นตลกอาฆาต ซึ่งผมเล่นบทตลกอย่างนี้ไม่เป็นและไม่เคยคิดจะเล่น ขอให้ติดตามบทตลกนี้ต่อไปภายในไม่ช้าไม่นานเกินรอ.... บัดนี้มหาภัยกำลังคืบคลานเข้ามาทำลายองค์กรของเรา ถ้าท่านไม่ช่วยกันปกป้องคุ้มครองรักษาไว้ สักวันหนึ่งตัวท่านเองจะต้องถูกทำลายไปด้วยในที่สุด..... ผมในฐานะประธานสหภาพแรงงานยาสูบ (นายวิทย์ บริสุทธิ์กุล) ไม่สามารถจะต่อสู้กับความเลวร้ายของฝ่ายบริหารโดยลำพังได้อีกต่อไป ผมได้ใช้ความพยายามต่อสู้ในด้านสันติวิธีตลอดมา เพราะไม่อยากทำอะไรรุนแรง ซึ่งอาจกระทำให้รัฐบาลต้องพลอยเดือดร้อนและมีภาระในด้านแรงงานอย่างไม่รู้จบสิ้น จึงใช้วิธีออกเป็นข่าวสารเพื่อให้ฝ่ายบริหารรู้สำนึก และเลิกก่อกรรมทำเข็ญจองเวรกับพนักงาน วิงวอนให้ใช้เมตตาธรรมในด้านปกครอง แต่ความพยายามของผมไม่สามารถยับยั้งความบ้าคลั่งของฝ่ายบริหารได้ กลับถูกคุกคามหนักข้อขึ้น...... ขณะนี้ผมหมดทางเลือกเพราะฝ่ายบริหารบีบสหภาพแรงงานยาสูบให้เข้ามุมอับ สหภาพ ฯ และสมาชิกเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ประจักษ์ว่า คนชั่วมีอำนาจเพียงคนเดียว สามารถสร้างอำนาจด้วยการเพาะเชื้อความชั่วให้ระบาดในกลุ่มของตน แต่คนที่เกลียดชังความชั่วจำนวนหลายพันคนจะรวมตัวกันขจัดคนชั่วเพียงคนเดียวเพื่อให้การแพร่เชื้อหมดสิ้นไปจากวงการยาสูบ ถ้าทำไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป และในเอกสารหมาย จ.๑ ตอนท้ายมีข้อความว่า หลังจากวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๒๕ ไปแล้ว จึงจะดำเนินการรวมตัวกันเพื่อให้รัฐบาลได้ทราบว่ามีพนักงานยาสูบไม่ต้องการผู้อำนวยการคนนี้จริง ๆ หาใช่เพราะประธานสหภาพ ฯ เพียงคนเดียวที่สร้างสถานการณ์ข่าวลือขึ้น และในวันนั้นจะเป็นวันที่ตัดสินกันเลยว่าระหว่างประธานสหภาพแรงงานยาสูบ (นายวิทย์ บริสุทธิ์กุล) กับผู้อำนวยการยาสูบ (นายวานิช จันทรอุไร) พนักงานยาสูบจะเชื่อความบริสุทธิ์ของใคร และโจทก์ได้นำสืบนายสุรัตน์ ศิริเวทิน นางพนมพร เวชสาร หม่อมราชวงศ์ทัศนัย สุริยง นางสาวสมคิด นนทรีย์ นายอนงค์ พานิชกุล นายนาวา มารุ่งเรือง และนายเสรี ปานสุวรรณ เป็นพยาน และพยานดังกล่าวนี้ต่างก็เบิกความเป็นในทำนองเดียวกันว่า ข้อความในเอกสารหมาย จ.๑ เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นโจทก์ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เห็นว่าเมื่อได้อ่านข้อความดังกล่าวในเอกสารหมาย จ.๑ ประกอบกันแล้วก็ได้ความว่า จำเลยเขียนข้อความว่า โจทก์เป็นผู้อำนวยการยาสูบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดสติปัญญาความสามารถในการบริหารงาน เป็นผู้มีเจตนาทำลายศีลธรรมอันดีของพนักงานยาสูบสร้างสถานการณ์สับสนวุ่นวายเพื่อให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานในกลุ่มผู้ใช้แรงงานก้าวก่ายหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ทำลายระเบียบแบบแผนขั้นตอนในการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม สมรู้ร่วมคิดกับสมุนเลวร้ายให้พนักงานบรรจุใหม่กระโดดข้ามหัวพนักงานเก่า สนับสนุนพวกที่ได้รับโทษทางวินัยขึ้นมาเสวยอำนาจเพื่อป้องกันการซัดทอดคอร์รัปชันให้พ้นตัว ไม่เคยปรากฏว่ามีผู้อำนวยการคนไหนในอดีตที่ผ่านมาจะกระทำความผิดหวังให้แก่พนักงานยาสูบอย่างแสนสาหัสเหมือนครั้งนี้ ไม่มีจิตสำนึกเห็นความสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สหภาพแรงงานยาสูบกำลังถูกอำนาจป่าเถื่อนกลั่นแกล้งข่มขู่ลิดรอนอำนาจและหาทางกลั่นแกล้งพนักงานยาสูบ บกพร่องในหน้าที่ ปล่อยให้ผลประโยชน์ของโรงงานยาสูบรั่วไหลอยู่ในมือพ่อค้า ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ไม่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม แต่เป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๒๘ ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา ๙๐ นั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะการที่ความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้เป็นเหตุที่ต้องรับโทษหนักขึ้นไว้ในมาตรา ๓๒๘ นั้น เป็นการลำดับการลงโทษเป็นชั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายบทตามมาตรา ๙๐ แต่อย่างใด เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ให้จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท แต่จำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ มิใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3889/2531 นายวาณิช จันทรอุไร โจทก์ นายวิทย์ บริสุทธิ์กุล ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวาณิช จันทรอุไร · ล. - นายวิทย์ บริสุทธิ์กุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล เปาอินทร์ · สหัส สิงหวิริยะ · นิเวศน์ คำผอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครใต้ - นายสุมิตร สุภาดุลย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสัญชัย สิงหลกะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 106/2506ฎีกา 7651/2552ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2100/2540ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 1398/2506ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1331/2523ฎีกา 5487/2548ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 9435/2554ฎีกา 1105/2519ฎีกา 437/2505ฎีกา 256/2518ฎีกา 7194/2539ฎีกา 3310/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา