⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4161/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4161/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร่วมกันกระทำความผิดอาจเกิดขึ้นในขณะที่เกิดเหตุการณ์นั้นเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีการตกลงหรือคบคิดกันมาก่อน หากมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำคนหนึ่งประสงค์จะช่วยอีกคนหนึ่งในการทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยชกต่อยกับผู้ตายไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่เมื่อน้องชายช่วยจำเลยโดยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด จนผู้ตายล้มลง จำเลยใช้สากไม้ตำข้าวขนาดใหญ่ตีผู้ต้ายซ้ำอีก2 ที ที่ศีรษะของผู้ตายจนกะโหลกศรีษะของผู้ตายแตกเป็นหลายชิ้นสมองถูกทำลาย ดังนี้แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตาย การร่วมกันกระทำความผิดไม่จำเป็นต้องมีเจตนาร่วมกันมาก่อนเกิดเหตุเสมอไป อาจเกิดขึ้นในขณะที่เกิดเหตุนั้นเองก็ได้ ทั้งนี้แล้วข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น จำเลยกับน้องชายมิได้คบคิดกันเพื่อประทุษร้ายผู้ตายมาก่อนจำเลยเห็นผู้ตายถูกกระสุนปืนนัดแรกแต่ยังไม่ถึงแก่ความตายจำเลยก็ใช้สากไม้ตำข้าวตีทำร้ายผู้ตายช้ำในทันที ดังนี้เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยมีความประสงค์ที่จะช่วยน้องชายทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตาย จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288 จำเลยให้การปฎิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับนายพรหมมาจำเลยใช้อาวุธปืนและสากไม้ตำข้าวเป็นอาวุธยิงและตีประทุษร้ายผู้ตายถึงแก่ความตายโดยเจตนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,288 วางโทษจำคุก20 ปี และริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยกับนายพรหมมาและพวกมิใช่ร่วมกันวางแผนเพื่อประทุษร้ายผู้ตายมาก่อน การที่นายประมวลช่วยจำเลยชกต่อยผู้ตาย และนายพรหมมาช่วยจำเลยทำร้ายผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด จนล้มลงในขณะที่ผู้ตายชกต่อยกับจำเลย จากนั้นจำเลยใช้สากไม้ตำข้าวตีผู้ตาย 2 ที แล้วนายพรหมมาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายซ้ำอีก 2 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างกระทำความผิดไม่ใช่ร่วมกันกระทำผิด และการที่จำเลยทำร้ายผู้ตายนั้น จำเลยมีเจตนาเพียงเพื่อทำร้ายร่างกายเท่านั้น มิได้เจตนาฆ่า จำเลยจึงมีความผิดเฉพาะตามผลแห่งการกระทำของตน พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 วางโทษจำคุก1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลย โจทก์และจำเลยมิได้โต้เถียงข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยเป็นพี่เขยของผู้ตายโดยได้นางบุญเฝ้าพี่ของผู้ตายเป็นภรรยา วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายกับนายจ้วน บิดาของผู้ตายนั่งคุยกันอยู่ทีใต้ถุนบ้าน จำเลยได้ขึ้นไปหานางบุญเฝ้าบนบ้านและบอกให้นางบุญเฝ้าเอาเสื้อมาให้เพื่อสวมใส่ไปช่วยงานศพแห่งหนึ่ง นางบุญเฝ้าได้เอาเสื้อสีแดงมาให้จำเลย จำเลยจึงด่านางบุญเฝ้าที่เอาเสื้อสีมาให้สวมใส่ไปในงานศพ ครั้นจำเลยลงจากบ้านผู้ตายได้เข้าไปต่อว่าจำเลยกรณีที่จำเลยด่านางบุญเฝ้า จากนั้นจำเลยกับผู้ตายเกิดทะเลาะโต้เถียงและชกต่อยกัน ขณะนั้นเองนายประมวลพี่ชายของจำเลยซึ่งกำลังซื้อบุหรี่อยู่เห็นเหตุการณ์จึงเข้าช่วยจำเลยชกต่อยผู้ตาย นายจ้วนได้เข้าช่วยผู้ตายโดยใช้กระบอกไฟฉายตีนายประมวล แต่นายประมวลแย่งไว้ได้และใช้กระบอกไฟฉายตีนายจ้วนล้มลง ทันใดนั้นเองนายพรหมมาน้องชายของจำเลยซึ่งอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัดทำให้ผู้ตายล้มลงจำเลยจึงใช้สากไม้ตำข้าวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้วฟุตยาวประมาณ 3 ศอก ตีศีรษะผู้ตาย 2 ที และนายพรมหมมาก็ยิงผู้ตายซ้ำอีก 2 นัด ผู้ตายจึงถึงแก่ความตาย เสร็จแล้วนายพรหมมาและนายประมวลได้หลบหนีไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้กรณีที่จำเลยชกต่อยกับผู้ตายนั้นเป็นเหตุซึ่งเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน จำเลยไม่คาดคิดมาก่อนหรือไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายในขณะเริ่มชกต่อยกันก็ตาม แต่ปรากฎตามข้อเท็จจริงซึ่งได้ความว่าเมื่อนายพรหมมาน้องชายของจำเลยได้ช่วยจำเลยทำร้ายผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด จนล้มลงแล้วจำเลยมิได้หยุดยั้งการทำร้ายผู้ตายโดยได้ใช้สากไม้ตำข้าวขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้วฟุต ยาวประมาณ 3 ศอกซึ่งเป็นอาวุธที่อาจใช้ประทุษร้ายให้ถึงแก่ความตายได้ตีทำร้ายผู้ตายซ้ำอีก 2 ที ทั้งจำเลยตีทำร้ายที่ศีรษะของผู้ตายอันเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ย่อมแสดงเจตนาของจำเลยโดยชัดแจ้งว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งบาดแผลที่ถูกตีตามรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ปรากฎว่ากะโหลกศีรษะของผู้ตายแตกเป็นหลายชิ้นทำให้สมองถูกทำลาย และนายแพทย์ชาญวิทย์ ศุภประสิทธิ์ผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายพยานโจทก์เบิกความให้ความเห็นว่าบาดแผลที่เกิดจากการตีที่ศรีษะผู้ตายหรือที่ถูกยิงนั้นสามารถทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่า สำหรับปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกับพวกกระทำความผิดหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การร่วมกันกระทำความผิดนั้นไม่จำเป็นต้องมีเจตนาร่วมกันมาก่อนเกิดเหตุเสมอไป โดยอาจเกิดขึ้นในขณะที่เกิดเหตุนั้นเองก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ได้ความว่าจำเลยกับนายพรหมมาและพวกได้คบคิดกันเพื่อประทุษร้ายผู้ต้ายก่อนก็ตาม แต่การที่จำเลยเห็นผู้ตายถูกกระสุนปืนนัดแรกแต่ยังไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยก็ใช้สากไม้ตำข้าวตีทำร้ายผู้ตายซ้ำในทันที เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยมีความประสงค์ที่จะช่วยนายพรหมมาทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตายจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นกรณีที่ต่างคนต่างกระทำความผิดซึ่งจะมีความผิดเฉพาะตามผลแห่งการกระทำของตน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4161/2531 พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ไช ยา โจทก์ นาย ประมูล หรือ แคว๊ด แสง สง่า จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ไช ยา · จำเลย - นาย ประมูล หรือ แคว๊ด แสง สง่า
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพจน์ นาถะพินธุ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · วีระชัย สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 729/2483ฎีกา 3578/2531ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 1386/2521ฎีกา 1189/2537ฎีกา 9368/2552ฎีกา 769-770/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ