คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชนที่เกิดขึ้นในสถานที่เดียวกัน ถือเป็นการกระทำผิดกรรมเดียว แม้ผู้เสียหายจะหลงเชื่อและชำระเงินในวันเวลาที่แตกต่างกันก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
คดีฉ้อโกงประชาชนข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ค. พวกของจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายคนละวันเวลากัน แต่สถานที่เกิดเหตุเป็นที่เดียวกันหรือบริเวณเดียวกัน ดังนั้น ถือว่าจำเลยกับพวกได้หลอกลวงพวกผู้เสียหายในเวลาเดียวกัน แม้พวกผู้เสียหายหลงเชื่อมาชำระให้ ค. หรือจำเลยในภายหลังในวันเวลาที่ไม่ตรงกัน ก็ไม่เป็นการกระทำผิดหลายกรรมเพราะการรับเงินเป็นผลที่เกิดจากการกระทำ หาใช่การกระทำขึ้นใหม่ไม่.(ที่มา-ส่งเสริม)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงประชาชนและฐานจัดหางานโดยฝ่าฝืนกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 341, 343พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่6) พ.ศ. 2526มาตรา 4 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา30, 82 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายรวม 210,000 บาท
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา343 วรรคแรก จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้ง 6 คนคนละ 30,000 บาทคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมและขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ด้วย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยอธิบดีกรมอัยการรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดฐานฉ้อโกง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '.....ตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้ง 7คน.....ฟังข้อเท็จจริงได้ว่านายคำมาได้หลอกลวงพวกผู้เสียหายประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2529 ต่อมาเมื่อพวกผู้เสียหายเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครในวันที่ 6 กันยายน 2529 นายคำมาได้จัดให้พักที่โรงแรมเจริญผลและในช่วงนี้นายคำมาได้แนะนำให้พวกผู้เสียหายรู้จักจำเลยโดยบอกว่าเป็นผู้ร่วมงานกับนายคำมาคดีไม่มีข้อเท็จจริงแน่นอนชัดเจนลงไปว่านายคำมาหลอกลวงผู้เสียหายคนละวันเวลากันและผู้เสียหายเกือบทุกคนก็เบิกความว่ามาพบนายคำมาที่บ้านนายสังข์ทอง สถานที่เกิดเหตุก็ฟังได้ว่าเป็นที่เดียวกันหรือบริเวณเดียวกัน รูปคดีจึงถือได้ว่านายคำมาได้หลอกลวงพวกผู้เสียหายในเวลาเดียวกัน เมื่อประชาชนหรือพวกผู้เสียหายหลงเชื่อมาชำระเงินแก่นายคำมาหรือแก่จำเลยในภายหลังในวันเวลาที่ไม่ตรงกัน ก็ไม่เป็นการกระทำผิดหลายกรรม เพราะการรับเงินนั้นเป็นผลที่เกิดจากการกระทำกระทำของนายคำมากับจำเลยไม่ใ่ช่เป็นการกระทำขึ้นใหม่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกระทงเดียวจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น.
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2532
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นาย บุญ มี พล หาร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย บุญ มี พล หาร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · นำชัย สุนทรพินิจกิจ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ