⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2190/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เช็คที่ออกให้เพื่อเป็นการประกันการปฏิบัติตามสัญญาหุ้นส่วน ผู้ทรงเช็คจะบังคับใช้เงินตามเช็คได้ต่อเมื่อหุ้นส่วนได้ปฏิบัติตามสัญญาและมีการชำระบัญชีแล้วเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 มีอาชีพเป็นผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ จำเลยที่ 2 ว.และส.เข้าหุ้นส่วนกันสร้างภาพยนตร์โทรทัศน์โดยว.ลงทุนด้วยเงินสด จำเลยที่ 2 และ ส. ลงทุนด้วยแรงงานโดยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึง ได้จากกิจการสร้างภาพยนตร์นั้นส่วนโจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกับ ว.20 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนที่ ว. นำมาลง และเป็นทนายความประจำสำนักงานภาพยนตร์ของ ว. จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง มอบให้ ว.โดยมีข้อตกลงว่าว. จะบังคับให้ใช้เงินตามเช็คได้ต่อเมื่อภาพยนตร์ที่ร่วมกันสร้างได้ฉาย ทาง โทรทัศน์ จนมีกำไร เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่ออกให้แก่ ว. ผู้ทรงคนก่อนเพื่อเป็นการประกันการปฏิบัติตามสัญญาหุ้นส่วน เมื่อ ว. ยังไม่ปฏิบัติตามสัญญาหุ้นส่วนโดยไม่จัดการชำระบัญชีกันให้ถูกต้อง แล้วกลับโอนเช็คให้โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์รู้ถึงข้อตกลงในการเข้าหุ้นส่วนดังกล่าว เป็นการยืมมือโจทก์ฟ้องย่อมถือว่าโจทก์กับ ว. คบคิดกันฉ้อฉลจำเลยทั้งสอง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.916 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1012 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1055 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1061

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็คจำนวน 70,950 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 66,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทมาจาก ว. โดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพเป็นผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ จำเลยที่ 2 นายวิวัฒน์ธรรมชวนวิริยะ และนายสมบูรณ์ แสงทอง ได้เข้าหุ้นส่วนกันสร้างภาพยนตร์โทรทัศน์โดยนายวิวัฒน์เป็นผู้ลงทุนด้วยเงินสด จำเลยที่ 2และนายสมบูรณ์ลงทุนด้วยแรงงาน โดยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการสร้างภาพยนตร์นั้น ส่วนโจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกับนายวิวัฒน์ 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุนที่นายวิวัฒน์นำมาลง และเป็นทนายความประจำสำนักงานภาพยนตร์ของนายวิวัฒน์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับระบุให้จ่ายเงินแก่ผู้ถือ การโอนไปย่อมสมบูรณ์เพียงด้วยส่งมอบให้กัน เมื่อนายวิวัฒน์ส่งมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 904 ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนดและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว ผู้ทรงย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บรรดาผู้สลักหลัง ผู้สั่งจ่าย ฯลฯ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 959 ประกอบกับมาตรา 989 จำเลยทั้งสองผู้ถูกฟ้องในมูลหนี้ตามเช็คหาอาจจะต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับนายวิวัฒน์ผู้ทรงคนก่อนนั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล ปัญหาที่ว่าการโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับระหว่างนายวิวัฒน์กับโจทก์ได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่นั้น เห็นว่า นอกจากจำเลยทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าขณะที่มอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้นายวิวัฒน์ไปนั้น จำเลยทั้งสองกับนายวิวัฒน์ตกลงกันว่านายวิวัฒน์จะบังคับการใช้เงินตามเช็คดังกล่าวได้ต่อเมื่อภาพยนตร์ที่ร่วมกันสร้างได้ฉายทางโทรทัศน์จนมีกำไร เมื่อได้กำไรแล้วก็จะแบ่งกัน และจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้เงินยืมให้นายวิวัฒน์ แต่จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีการชำระบัญชีกันอย่างถูกต้อง นายวิวัฒน์ได้โอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้โจทก์ซึ่งเป็นทนายความประจำสำนักงานภาพยนตร์ของนายวิวัฒน์เองแล้ว จำเลยทั้งสองยังมีสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่10905/2527 ของศาลอาญาเอกสารหมาย ล.1 สำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 13738/2526 ของศาลแขวงพระนครเหนือ เอกสารหมายล.2 สำเนาคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 3270/2526ของศาลอาญา และสำเนาคำเบิกความของโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่3890/2526 ของศาลแขวงพระนครเหนือ เอกสารหมาย ล.4 มาเป็นพยานเอกสารประกอบอีกด้วย ว่าในคดีหมายเลขแดงที่ 10905/2527ของศาลอาญา และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 13738/2526 ของศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 นายวิวัฒน์ธรรมชวนวิริยะ กับนายสมบูรณ์ แสงทอง เข้าหุ้นส่วนกันจัดรายการโทรทัศน์ที่สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 ชื่อรายการรักกันไว้เถิดซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเจ้าซอใจซื่อ ส่วนโจทก์เข้าหุ้นเป็นการส่วนตัวกับนายวิวัฒน์ คำเบิกความของโจทก์ในคดีก่อนทั้งสองคดีเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในข้อที่ว่าโจทก์ในฐานะที่เข้าหุ้นเป็นการส่วนตัวกับนายวิวัฒน์ และในฐานะทนายความประจำสำนักงานภาพยนตร์ของนายวิวัฒน์ น่าจะรู้ถึงข้อตกลงระหว่างนายวิวัฒน์นายสมบูรณ์กับจำเลยที่ 2 ในการเข้าหุ้นกันจัดรายการโทรทัศน์ดังกล่าวยิ่งกว่านั้น จำเลยทั้งสองยังมีสำเนารายงานการตรวจพิสูจน์เช็คพิพาทฉบับแรกในคดีหมายเลขดำที่ 3270/2526 ของศาลอาญาเอกสารหมายล.5 และสำเนารายงานการตรวจพิสูจน์เช็คพิพาทฉบับที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3890/2526 ของศาลแขวงพระนครเหนือ เอกสารหมายล.6 มาแสดงว่า ลายมือที่เขียนข้อความในช่องลงวันที่ในเช็คพิพาททั้งสองฉบับไม่ใช่ลายมือของจำเลยที่ 1 ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองนำสืบ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงวันเดือนปีในเช็คพิพาททั้งสองฉบับเนื่องจากมีข้อตกลงกันว่า นายวิวัฒน์จะบังคับให้ใช้เงินตามเช็คได้ต่อเมื่อภาพยนตร์ที่ร่วมกันสร้างได้ฉายทางโทรทัศน์จนมีกำไร เมื่อได้กำไรแล้วก็จะแบ่งกัน แล้วจำเลยที่ 2จะชำระหนี้เงินยืมให้นายวิวัฒน์พร้อมกับรับเช็คพิพาททั้งสองฉบับคืนมาให้จำเลยที่ 1 อันเป็นการส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้ยินยอมให้โจทก์จดวันสั่งจ่ายเช็คลงไปเอง ฉะนั้น เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังแล้วมอบให้นายวิวัฒน์ จึงเป็นเช็คที่ออกให้แก่นายวิวัฒน์ ผู้ทรงคนก่อนเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาหุ้นส่วน เมื่อนายวิวัฒน์ยังไม่ปฏิบัติตามสัญญาหุ้นส่วนโดยไม่จัดการชำระบัญชีกันให้ถูกต้อง แล้วกลับโอนเช็คให้โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการยืมมือโจทก์ฟ้อง ดังนี้ย่อมถือว่า โจทก์กับนายวิวัฒน์คบคิดกันฉ้อฉลจำเลยทั้งสอง ดังนั้น จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ข้อที่โจทก์อ้างว่าเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2525 จำเลยที่ 2 ได้มาขอยืมเงินนายวิวัฒน์ ธรรมชวนวิริยะ ที่สำนักงานสร้างภาพยนต์ของนายวิวัฒน์ ซึ่งโจทก์เป็นทนายความประจำอยู่ นายวิวัฒน์ไม่มีเงินให้ยืม จึงให้โจทก์ออกเงินแทน โจทก์จึงมอบเงินให้จำเลยที่ 2 ไป66,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาท 2 ฉบับ ให้ใช้เงินแก่ผู้ถือรวมเป็นเงิน 66,000 บาท แล้วจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับและส่งมอบให้โจทก์ไปนั้น ก็ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์เองว่า โจทก์มีเงินสดติดตัวเพียงวันละประมาณ 1,000-2,000 บาท เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อนว่าจำเลยที่ 2 จะขอยืมเงินสดจากโจทก์เป็นเงิน 66,000บาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างคนหนึ่งในสำนักงานของนายวิวัฒน์ จึงไม่น่าจะมีเงินสดให้จำเลยที่ 2 ยืมไปเป็นเงินจำนวนมากเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ไม่นำนายวิวัฒน์มาสืบโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องแต่อย่างใด ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190/2532 นาย สม ชาย เครือ องอาจนุ กู ล โจทก์ นาย วีระ ศิวาย พราหมณ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สม ชาย เครือ องอาจนุ กู ล · จำเลย - นาย วีระ ศิวาย พราหมณ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ประชา บุญวนิช
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 536/2526ฎีกา 2624/2551ฎีกา 4336/2534ฎีกา 1462/2565ฎีกา 5523/2536ฎีกา 3740-3741/2542ฎีกา 990/2514ฎีกา 2216/2514ฎีกา 314/2510ฎีกา 1195/2535ฎีกา 15130/2551ฎีกา 6366/2538ฎีกา 369/2522ฎีกา 351/2525ฎีกา 2902/2557ฎีกา 12518/2553ฎีกา 1398/2493ฎีกา 7255/2539ฎีกา 2752/2536ฎีกา 4619/2536ฎีกา 8296/2551ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 669/2491ฎีกา 533/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ