⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3740-3741/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740-3741/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าของรวมแต่ละคนมีสิทธิจำหน่ายส่วนของตนในทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ การกระทำดังกล่าวไม่ถือเป็นการละเมิดต่อเจ้าของรวมคนอื่น และไม่เป็นการชักนำบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอม เว้นแต่จะมีการตกลงเป็นอย่างอื่น

ย่อคำพิพากษา

การเอาทรัพย์สินมาลงหุ้นของโจทก์และจำเลยนั้นมิได้เอาทรัพย์สินมาเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วน เป็นแต่เพียงเอามาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วน จำเลยและโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง เจ้าของรวมแต่ละคนสามารถจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนองหรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ ฉะนั้นการที่จำเลยจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยจำหน่ายเฉพาะส่วนของตน จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการชักนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เพราะการเป็นหุ้นส่วนต้องเกิดขึ้นโดยความตกลงระหว่าง ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อโจทก์ยังมิได้ตกลงให้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลย เข้ามาเป็นหุ้นส่วน ผู้รับโอนก็หากลายมาเป็นหุ้นส่วนไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการผิดสัญญาหุ้นส่วน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1012 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1026 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1040 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1361

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องมีใจความทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จในสำนวนแรก และชดใช้เงินจำนวน ๓,๓๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จในสำนวนที่สองแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีสำนวนแรก (คดีหมายเลขดำที่ ๒๕๓๖/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น) ส่วนในคดีสำนวนที่สอง (คดีหมายเลขดำที่ ๒๕๓๗/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง ( ฟ้องวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินในคดีสำนวนที่สอง (คดีหมายเลขแดงที่ ๑๗๖๔๕/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น) จำนวน ๑,๕๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองได้เข้าหุ้นกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๙๓๕ และ ๒๒๙๓๖ ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และก่อสร้างอาคารแฟลต ๕ ชั้น ๑ หลัง ๓ ชั้น ๑ หลัง พร้อมสระว่ายน้ำ ร้านค้าและสนามเทนนิสเพื่อให้เช่าและนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยทั้งสองให้แก่บุคลภายนอก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในสำนวนแรกว่า การที่จำเลยทั้งสองโอนขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในที่ดิน โฉนดเลขที่ ๒๒๙๓๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอกเป็นการผิดสัญญาหุ้นส่วนระหว่างจำเลยทั้งสองกับโจทก์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การเอาทรัพย์สินมาลงหุ้นของโจทก์และจำเลยทั้งสองนั้นมิได้เอาทรัพย์ มาเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนเป็นแต่เพียงเอามาให้ในกิจการของห้างหุ้นส่วน จำเลยทั้งสองและโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๙๓๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า " เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนองหรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้" การที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยจำหน่ายเฉพาะส่วนของตน จึงเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติข้างต้น จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิกระทำได้ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทั้งการกระทำดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าเป็นการชักนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เพราะการเป็นหุ้นส่วนต้องเกิดขึ้นโดยความตกลงระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อโจทก์ยังมิได้ตกลงให้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยทั้งสอง เข้ามาเป็นหุ้นส่วน ผู้รับโอนก็หากลายเป็นหุ้นส่วนไม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการผิดสัญญาหุ้นส่วนและไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาโจทก์สำนวนแรกฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740 - 3741/2542 นางรังรอง กาญจนวัฒน์ โจทก์ นางกัลยาณี สัมปัตตะวนิช กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางรังรอง กาญจนวัฒน์ · จำเลย - นางกัลยาณี สัมปัตตะวนิช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศุภชัย ภู่งาม · สถิตย์ ไพเราะ · ปรีดี รุ่งวิสัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 6789/2541ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา