คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2242/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์โดยมีเจตนาค้าหากำไร ถือเป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์และต้องเสียภาษีการค้า
ย่อคำพิพากษา
เมื่อปี พ.ศ. 2492 โจทก์ซื้อที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 11 ไร่ ราคา 22,320 บาท ต่อมาปี พ.ศ. 2520 โจทก์แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 102 แปลง และให้ห้าง ส. ลงทุนทำถนนสร้างตึกแถวติดตั้งไฟฟ้าและน้ำประปาลงบนที่ดินที่แบ่งแยก จากนั้นโจทก์และห้าง ส. ก็ขายที่ดินและตึกแถวโดยโจทก์จดทะเบียนขายเฉพาะที่ดินห้าง ส. ทำสัญญาขายเฉพาะตึกแถว โจทก์ขายที่ดินในราคาตารางวาละ 5,000 บาท ได้เงินมาแล้ว 9 ล้านบาทเศษ ได้กำไรถึงประมาณ 1,000 เท่า เห็นได้ว่าโจทก์ประกอบธุรกิจการค้าหากำไร จึงเป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์ต้องเสียภาษีการค้า
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลรัษฎากร ม.77 ประมวลรัษฎากร ม.78
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์แบ่งที่นาของโจทก์ออกขายเป็นแปลงย่อยเพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์ขายที่ดินอย่างเป็นทางการค้าหรือหากำไร จึงแจ้งการประเมินและมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์เสียภาษีการค้า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม ๘ แสนบาทเศษ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า อสังหาริมทรัพย์การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ ในราคา ๒๒,๓๒๐ บาท ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๒๐ โจทก์แบ่งที่ดินออกเป็น ๑๐๒ แปลงแล้วให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยใหม่ก่อสร้างปรับปรุงที่ดินให้โจทก์ โดยทำถนน ติดตั้งเสาไฟฟ้า น้ำประปา และสร้างตึกแถวลงบนที่ดินที่แบ่งแยก จากนั้นโจทก์และห้างดังกล่าวก็ขายที่ดินพร้อมตึกแถวโดยโจทก์ทำสัญญาและจดทะเบียนโอนขายเฉพาะที่ดิน ส่วนห้างดังกล่าวทำสัญญาขายเฉพาะตึกแถว กรณีเช่นนี้เห็นได้ว่า โจทก์ให้ห้างดังกล่าวปรับปรุงที่ดินของโจทก์แล้วสร้างตึกแถวลงบนที่ดินของโจทก์โดยมุ่งแบ่งผลประโยชน์กันในการขายตึกแถวพร้อมที่ดิน ให้ราคาที่ดินตกเป็นของโจทก์แต่ผู้เดียว ส่วนห้างดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ลงทุนในการปลูกตึกแถวและปรับปรุงที่ดินได้ส่วนแบ่งในราคาขายตึกแถวไป การขายตึกแถวพร้อมที่ดินของโจทก์และห้างดังกล่าวนั้น ได้มีการขายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโจทก์นั้นขายเฉพาะที่ดินได้ในราคาตารางวาละถึง ๕,๐๐๐ บาท มีกำไรถึงประมาณ ๑,๐๐๐ เท่า ในปี พ.ศ.๒๕๒๒ โจทก์ขายที่ดินไปถึง ๕๘ แปลง เป็นเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ในปี พ.ศ.๒๕๒๓ ขายไป ๑๓ แปลง เป็นเงิน ๒,๖๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และในปี พ.ศ.๒๕๒๕ ขายไป ๒ แปลง เป็นเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าโจทก์ประกอบธุรกิจการค้าหากำไร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์อันเป็นการค้าประเภทที่ ๑๑ ตามบัญชีอัตราภาษีการค้า โจทก์จึงต้องเสียภาษีการค้าที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีหนี้สินมากจำเป็นต้องขายที่ดินแปลงนี้นั้น หาเป็นข้อแก้ตัวที่จะทำให้โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าไม่ เพราะผู้ประกอบการค้าที่มีหนี้สินก็ยังคงเป็นผู้ประกอบการค้าอยู่นั่นเอง การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2242/2532
นายทองอยู่ มูลทรัพย์ โจทก์
กรมสรรพากร กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายทองอยู่ มูลทรัพย์ · จำเลย - กรมสรรพากร กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลภาษีอากรกลาง - นายวินัย บุญพราหมณ์ · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา