คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2414/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันคู่ความ และหากต้องการแก้ไขต้องอุทธรณ์ฎีกาตามกฎหมาย ไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อเพิกถอนคำพิพากษาของตนเองได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยตกลง ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ถ้า โจทก์เห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไรก็ชอบที่จะอุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 โจทก์จะมายื่นฟ้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ เพราะคำพิพากษามีผลผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้อ่านแล้ว.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๓๘๒/๒๕๒๐ หมายเลขแดงที่ ๒๖๒๓/๒๕๒๒ ให้ชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม โจทก์ชำระหนี้ไปบางส่วนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินที่เหลือไปชำระ โจทก์เห็นว่าโจทก์ทำหนังสือรับสภาพหนี้เพราะถูกข่มขู่ และแสดงเจตนาลวง กับด้วยความสำคัญผิดอันเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่รับชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย
ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์เคยถูกจำเลยทั้งสองฟ้องเป็นคดีที่ศาลชั้นต้น และศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสองตามหนังหสือรับสภาพหนี้ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงหามีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และเรียกร้องเงินที่ได้ชำระหนี้ให้จำเลยบางส่วนไปแล้วคืนในฐานะลาภมิควรได้ได้ไม่ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าทรายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่าโจทก์ถูกข่มขู่และแสดงเจตนาลวงในการทำสัญญารับสภาพหนี้กับจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๙ และโจทก์ได้แจ้งปฏิเสธหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๑๙ ต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์ให้ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว โจทก์จำเลยทั้งสองก็ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล และศาลพิพากษาตามยอม เห็นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ถ้าหากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ชอบที่จะอุทธรณ์ให้ศาลสูงแก้ไขได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๓๘ โจทก์จะมายื่นฟ้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาทำลายคำพิพากษาของศาลนั้นเองย่อมไม่ได้ เพราะคำพิพากษามีผลผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้อ่านแล้วส่วนเงินที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ก็ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกคืนได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฏีกาเห็นพ้องด้วย ฏีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2414/2532
นาย สันติพงษ์ นิมิตรดี โจทก์
กรมที่ดิน กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย สันติพงษ์ นิมิตรดี · จำเลย - กรมที่ดิน กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | บุญส่ง วรรณกลาง · ประชา บุญวนิช · นิเวศน์ คำผอง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเจียม เสาวภา · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเทพ กิจสวัสดิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา