⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2505/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2505/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากศาลลงโทษจำเลยในแต่ละคดีเต็มตามกำหนดโทษสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว จะไม่สามารถนำโทษของคดีก่อนมานับต่อกับคดีหลังได้ เพราะจะทำให้จำเลยได้รับโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด.

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้กับคดีที่ขอให้นับโทษต่อ โจทก์อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ถ้าโจทก์แยกฟ้องและศาลสั่งให้พิจารณารวมกันศาลก็ลงโทษได้ไม่เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายมาตรา 91 หากศาลมิได้สั่งให้พิจารณารวมกันและลงโทษทุกกรรมเต็มตามที่กำหนดในมาตราดังกล่าวทั้งสองสำนวน ศาลก็จะนับโทษต่อไม่ได้ เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับโทษเกินกำหนดที่มาตรา 91 บัญญัติไว้ เมื่อคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ศาลจำคุก 20 ปีเต็มตามกำหนดในมาตรา 91 คดีถึงที่สุดแล้วและคดีนี้ จำคุก 20 ปี ดังนี้ นับโทษต่อไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.22 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 157, 161, 162, 264, 265, 266, 268พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 13พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526มาตรา นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1465/2526ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 40,497.12 บาท แก่เจ้าของจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 161, 162, 264, 265,266, 268, 341 เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมฉ้อโกง ให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 266 ให้จำคุกกระทงละ 3 ปีรวม 170 กระทง เป็นจำคุก 510 ปีฐานฉ้อโกงอีก 1 กระทง ให้จำคุก1 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 340 ปี 8 เดือน แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2)บัญญัติว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด 20 ปี จึงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 40,447 บาท 12 สตางค์ แก่เจ้าของ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1465/2526 หมายเลขแดงที่ 1762/2527 นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ได้ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1465/2526 ของศาลชั้นต้น เมื่อปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1465/2526 หมายเลขแดงที่ 1762/2527 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์เป็นว่าให้ลงโทษจำคุกจำเลยและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเวลาเดียวกันกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีนี้คนละบัลลังก์กัน ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบได้ทันจำเลยมิได้แก้อุทธรณ์ของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อแล้วต้องนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าวพิพากษาแก้เป็นว่าให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1465/2526หมายเลขแดงที่ 1762/2527 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาในชั้นฎีกาว่าจะนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1762/2527 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4527/2530 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ จ่าสิบเอกเจริญชัย พราหมณ์น้อย จำเลย โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161, 266ให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 266 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกระทงรวม 71 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 20 ปีตามมาตรา 91(2) คดีดังกล่าวและคดีนี้เป็นเรื่องทุจริตเงินบำนาญพิเศษจากส่วนราชการเดียวกัน เพียงแต่อ้างชื่อผู้มีสิทธิรับบำนาญพิเศษต่างรายกัน หน่วยราชการซึ่งเป็นผู้เสียหายก็รายเดียวกันโจทก์อาจฟ้องจำเลยสำหรับการกระทำผิดคดีนี้และคดีที่ขอให้นับโทษต่อเป็นคดีเดียวกันได้ เพราะโจทก์จำเลยเป็นคนเดียวกันและพยานหลักฐานน่าจะเป็นชุดเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวนไปและศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีทุกสำนวนรวมกันศาลก็จะลงโทษจำเลยได้ไม่เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา91 เมื่อโจทก์แยกฟ้องคดีนี้กับคดีที่ขอให้นับโทษต่อโดยศาลมิได้สั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน แล้วศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมโดยจำคุกจำเลยเต็มตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 91ทั้งสองสำนวนแล้ว ศาลก็นับโทษจำเลยต่อกันไม่ได้ เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับโทษเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติไว้ และเมื่อปรากฏว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลย 20 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 จำเลยก็จะได้รับโทษจำคุกในคดีนั้นรวมกับโทษในคดีนี้เกินกำหนดดังกล่าวไม่ได้ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1465/2526 หมายเลขแดงที่ 1762/2527 ของศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และโทษจำคุกทั้งสองคดีที่จำเลยจะต้องได้รับไม่ให้เกิน20 ปี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2505/2532 อัยการ เพชรบุรี โจทก์ จ่าสิบเอก เจริญ ชัย พราหมณ์ น้อย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ เพชรบุรี · จำเลย - จ่าสิบเอก เจริญ ชัย พราหมณ์ น้อย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · ปชา วรธรรมพินิจ · วีระชัย สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519ฎีกา 4943/2567ฎีกา 1567/2535ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7958/2555ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 2047/2533ฎีกา 6847/2567ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 9797/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา