⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3613/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3613/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้ยอมรับว่ามีหนี้อยู่จริงและขอผ่อนชำระหนี้ที่เหลือ โดยมีเงื่อนไขการผ่อนชำระและดอกเบี้ยที่ชัดเจน ถือเป็นการตกลงกันใหม่เกี่ยวกับหนี้เดิม และเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเฉพาะต้นเงินเดิมที่พิสูจน์ได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยยอมรับตามหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนเงินตามเช็คทั้งสองฉบับกับดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 71,058.78 บาท ก็ตามแต่ในหนังสือดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดว่าจำเลยตกลงจะขอชำระหนี้จำนวน 20,000 บาท ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2524 และขอผ่อนชำระหนี้ที่เหลือเดือนละ 2,000 บาทภายในสิ้นเดือนของทุกเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2524 หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามปกติกับขอให้โจทก์งดคิดดอกเบี้ยในระหว่างผ่อนชำระและลดหย่อนให้บ้าง หาได้รับสภาพหนี้ในต้นเงิน 71,058.79 บาท โดยยินยอมให้โจทก์เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินตามเช็คทั้งสองฉบับแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 655 ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในต้นเงิน30,000 บาท ตามเช็คทั้งสองฉบับรวมกัน ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่เดิมต่อจำเลยผู้เป็นลูกหนี้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.655

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้นำเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัสาขาสาธร ลงวันที่ ๕ และ ๒๔ กรกฎาคม สั่งจ่ายเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท และ๒๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ มาขายลดไว้กับธนาคารโจทก์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ ต่อมาวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๔ จำเลยได้มาทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้กับโจทก์โดยสัญญาว่า จะชำระต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระจนถึงวันรับสภาพหนี้จำนวน ๔๑,๐๕๘.๗๘ บาท รวมเป็นเงิน ๗๑,๐๕๘.๗๘ บาท โดยสัญญาว่าจะชำระเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๔ ที่เหลือชำระเป็นรายเดือน เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ภายในสิ้นเดือนของทุกเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๒๔ หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในยอดเงินที่ค้างชำระ เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำเลยผิดนัดไม่ชำระ โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีในต้นเงิน๗๑,๐๕๘.๗๘ บาท นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๔ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน๔๘,๕๓๐.๑๙ บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย ๑๑๙,๕๘๘.๙๗ บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน ๑๑๙,๕๘๘.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีของต้นเงินจำนวน ๗๑,๐๕๘.๗๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยนำเช็คไปขายให้โจทก์ ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้อง และคดีของโจทก์ขาดอายุความ หากศาลเชื่อว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง หนี้โจทก์ก็ไม่ถึงตามจำนวนเงินในฟ้อง เพราะดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเป็นเรื่องดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๓ จึงเป็นโมฆะ จำเลยมีหน้าที่จ่ายให้โจทก์ตามจำนวนเงินในเช็คเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๗๑,๐๕๘.๗๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่๘ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยนำเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสาธร ลงวันที่ ๕ และ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๑๔สั่งจ่ายเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ไปขายลดกับธนาคารโจทก์สาขาจรัลสนิทวงศ์โดยตกลงกับโจทก์ว่าหากโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ต่อปี นับแต่วันธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ ต่อมาวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๔ จำเลยได้ทำหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ต่อโจทก์โดยยอมชำระเงินตามเช็ค ๒ ฉบับรวม ๓๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ ๔๑,๐๕๘.๗๘ บาท รวมเป็นเงิน๗๑,๐๕๘.๗๘ บาทแก่โจทก์ โดยขอผ่อนชำระหนี้จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๔ หนี้ที่เหลือจะชำระเดือนละ ๒,๐๐๐ บาทภายในสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๒๔ เป็นต้นไหากผิดนัดยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีตามปกติปรากฏตามหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้เอกสารหมาย จ.๒ และจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์เลยปัญหามีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท หรือ ๗๑,๐๕๘.๗๘ บาท พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยมีหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.๒ เป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ที่มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยอยู่เดิมให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็ค ๒ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท แม้จำเลยยอมรับตามหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ดังกล่าวว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนเงินตามเช็คทั้งสองฉบับกับดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงิน ๔๑,๐๕๘.๗๘ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น๗๑,๐๕๘.๗๘ บาท ก็ตาม แต่ในหนังสือดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดว่าจำเลยตกลงจะขอชำระหนี้จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๔ และขอผ่อนชำระหนี้ที่เหลือเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๒๔ หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีตามปกติ ทั้งในหนังสือดังกล่าวยังขอให้โจทก์งดคิดดอกเบี้ยในระหว่างผ่อนชำระและลดหย่อนให้บ้างด้วยหาได้รับสภาพหนี้ในต้นเงิน ๗๑,๐๕๘.๗๘ บาท โดยยินยอมให้โจทก์เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินตามเช็คทั้งสองฉบับแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๕ ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ตามเช็คทั้งสองฉบับรวมกันซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่เดิมต่อจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เท่านั้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3613/2532 ธนาคารสยาม จำกัด โจทก์ นายอรุณ สุทธิชาติ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารสยาม จำกัด · จำเลย - นายอรุณ สุทธิชาติ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · ปชา วรธรรมพินิจ · วีระชัย สูตรสุวรรณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสงวน อ่อวิเชียร · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4246/2539ฎีกา 1698/2515ฎีกา 6928/2555ฎีกา 607/2481ฎีกา 691/2491ฎีกา 2680/2551ฎีกา 497/2528ฎีกา 5291/2540ฎีกา 3518/2524ฎีกา 7287/2539ฎีกา 2826/2536ฎีกา 1962/2548ฎีกา 1042/2531ฎีกา 2546/2524ฎีกา 1912/2540ฎีกา 2074/2545ฎีกา 5852/2531ฎีกา 1862/2518ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 4790/2533ฎีกา 1781/2509ฎีกา 8396/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา