⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4172/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยให้การรับว่ายังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด จำเลยก็ต้องรับผิดชำระหนี้ตามจำนวนที่ตนให้การรับนั้น แม้โจทก์จะนำสืบไม่ได้ความแน่ชัดว่าจำเลยคงเป็นหนี้อยู่เพียงไรก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การรับว่าได้กู้ยืมเงินตามที่โจทก์ฟ้องจริง แต่ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปแล้วบางส่วน ยังคงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินจำนวนหนึ่งเท่านั้น ดังนี้แม้โจทก์นำสืบไม่ได้ความแน่ชัดว่าจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียงไร แต่เมื่อจำเลยให้การรับเช่นนี้ จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้หนี้ตามจำนวนเงินที่จำเลยให้การรับดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยฎีกาในข้อที่นอกเหนือไปจากที่ได้ให้การและนำสืบต่อสู้ ทั้งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน ๗๐,๑๒๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน ๕๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินตามที่โจทก์ฟ้องแต่จำเลยได้ใช้ให้โจทก์ไปแล้วบางส่วน ยังคงค้างชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๒๒,๙๑๓.๗๕ บาทเท่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๕๓,๘๗๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๕๑,๐๐๐ บาทนับแต่วันที่ ๑๗ เดือน ๒ (น่าจะหมายถึงเดือนกุมภาพันธ์) พ.ศ. ๒๕๒๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๕๑,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถึงวันฟ้องเพียง ๕ ปี เป็นเงิน ๑๙,๑๒๕ บาท รวมเป็นเงิน ๗๐,๑๒๕ บาท ขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงิน ๗๐,๑๒๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน ๕๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยได้ใช้หนี้ให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ บาท จำเลยยังคงค้างชำระหนี้เป็นเงิน ๑๙,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่เดือนเมษายน ๒๕๒๕ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๓,๙๑๓.๗๕ บาทรวมเป็นเงิน ๒๒,๙๑๓.๗๕ บาท ข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๓,๑๐๐ บาท ซึ่งเป็นจำนวนเกินกว่าที่จำเลยให้การและนำสืบไว้ จึงเป็นการฎีกานอกเหนือไปจากที่จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ ทั้งยังเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อที่โจทก์นำสืบว่า หลังจากที่จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์แล้ว จำเลยนำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระแก่โจทก์และกู้ยืมเงินเพิ่มเติมจากโจทก์ไปอีก มีการคิดหักทอนบัญชีกันปีละครั้ง จำเลยเป็นหนี้เท่าใด ก็ให้จำเลยลงชื่อรับทราบไว้ตามเอกสารหมาย จ.๓ ซึ่งจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อีกเป็นเงิน ๕๓,๘๗๖ บาท นั้นก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าหลังจากที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๕๑,๐๐๐ บาทแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญา และไม่อาจถือได้ว่าจำนวนหนี้ตามที่คิดหักทอนบัญชีกันตามเอกสารหมาย จ.๓ เป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ในคดีนี้ เพราะมีการหักทอนหนี้ตามที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เพิ่มเติมอันเป็นหนี้รายอื่นด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินรายนี้แล้ว จำเลยได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ไปบ้างแล้วบางส่วน ดังนั้นกรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ความแน่ชัดว่าจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียงไร แต่เมื่อจำเลยให้การรับว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่เป็นเงิน ๒๒,๙๑๓.๗๕ บาท จำเลยก็ต้องรับผิดใช้หนี้จำนวนดังกล่าวนี้แก่โจทก์" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๒,๙๑๓.๗๕ บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2532 นายวิรัตน์ ทุวิรัตน์ โจทก์ นายจำลอง อักษรดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิรัตน์ ทุวิรัตน์ · จำเลย - นายจำลอง อักษรดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · สุนทร จันทรศักดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นายไพศาล เจริญวุฒิ · ศาลอุทธรณ์ - นายสถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1452/2511ฎีกา 170/2546ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 272/2490ฎีกา 2135/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 2657/2534ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 4007/2552ฎีกา 848/2534ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1616/2522ฎีกา 1302/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา