⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4548/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4548/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์สินแทนบุคคลอื่น หากไม่มีการแสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงลักษณะการครอบครองเป็นของตนเอง การครอบครองนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องทั้งสี่และ ส. เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดโดยได้ครอบครองร่วมกันตลอดมา ส. มีบุตร 2 คน เมื่อ ส. ตายผู้ร้องที่ 1 ได้เลี้ยงดูบุตรทั้งสองของ ส. โดยอยู่ในความรู้เห็นของผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 4 จึงถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสี่ครอบครองที่ดินส่วนของ ส. ไว้แทนบุตรทั้งสองของ ส. เมื่อบุตร 2 คน ของ ส. หนีออกจากบ้านไปไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสี่ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการครอบครองเป็นครอบครองเพื่อตน ดังนั้น แม้ผู้ร้องทั้งสี่จะครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นเวลาถึง 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสี่และนางสมพร เทวาภินิมิตร เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๕๗ นางสมพรมีบุตร ๒ คน ต่อมานางสมพรตาย บุตรทั้งสองของนางสมพรหนีไปจากภูมิลำเนา ผู้ร้องทั้งสี่ได้ร่วมกันครอบครองที่ดินส่วนของนางสมพรด้วยความสงบ และเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินเฉพาะส่วนของนางสมพรเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสี่ ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนให้บุตรทั้งสองของนางสมพรทราบแล้วไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าผู้ร้องทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๕๗ เฉพาะส่วนของนางสมพร เทวาภินิมิตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะนางสมพรถึงแก่ความตาย นางสมพรมีบุตร ๒ คน คือนางสาวกฤษณาและนายปาน เทวาภินิมิตร ดังนั้น ที่ดินเฉพาะส่วนของนางสมพรจึงเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่นางสาวกฤษณาและนายปานเมื่อนางสมพรตาย นางตะแกรงซึ่งเป็นยายและผู้ร้องที่ ๑ ได้เลี้ยงดูบุคคลทั้งสองต่อมา โดยอยู่ในความรู้เห็นของผู้ร้องที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงถือได้ว่านางตะแกรงและผู้ร้องทั้งสี่ได้ครอบครองที่ดินส่วนของนางสมพรไว้แทนนางสาวกฤษณาและนายปานซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ จนกระทั่งบุคคลทั้งสองได้หนีออกจากบ้านไปเมื่ออายุได้ประมาณ ๑๕-๑๖ ปี และผู้ร้องทั้งสี่ก็ยังคงครอบครองที่ดินทั้งหมดร่วมกัน ต่อมาโดยไม่ปรากฏว่าได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการครอบครองเป็นครอบครองเพื่อตนแต่ประการใด การที่ไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินก็เพียงเพื่อจะตรวจสอบว่าที่ดินยังเหลืออยู่อีกเพียงไรเท่านั้น มิใช่เป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการครอบครอง ดังนั้น แม้ผู้ร้องทั้งสี่จะได้ครอบครองที่ดินส่วนของนางสาวกฤษณาและนายปานเป็นเวลาถึงสิบปีก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ที่ดินส่วนของบุคคลทั้งสองตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ผู้ร้องทั้งสี่จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฎีกาของผู้ร้องทั้งสี่ในข้อกฎหมายที่ว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นโดยได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องทั้งสี่ก็มิใช่ทายาทของนางสมพรจึงนำบทบัญญัติมาตรา ๑๗๕๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับแก่นางสาวกฤษณาและนายปานไม่ได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4548/2532 นางประไพ สืบนาวิน กับพวก ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นางประไพ สืบนาวิน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · มงคล เปาอินทร์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งธนบุรี - นายวิเชียร ใยยะธรรม · ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิโชค ปะถะคามิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1760/2548ฎีกา 3405/2537ฎีกา 8551/2550ฎีกา 726/2493ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 9788/2553ฎีกา 5473/2548ฎีกา 945/2537ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 4415/2528ฎีกา 817/2490ฎีกา 194/2543ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา