⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2126/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2126/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยื่นคำร้องขอถอนหลักประกันและรับหลักประกันคืนโดยอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ ถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน โดย ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ขอคัดหมายกักขังจำเลย และเป็นผู้ประกันตัวจำเลยไปในระหว่างอุทธรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาย่อมทราบดีว่าศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานใด การที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอถอนหลักประกันและรับหลักประกันคืนโดยมิได้นำตัวจำเลยส่งมอบต่อศาล และศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำพิพากษา อ้างว่าศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี โทษจำรอ ผู้ถูกกล่าวหาหมดข้อผูกพันตามสัญญาประกันอันเป็นเท็จ จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลล่างมิได้อ้างบทกฎหมายที่เป็นบทลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ศาลฎีกาย่อมปรับบทเสียให้ถูกต้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.31 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจกาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๒ เดือน รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก ๑ เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ๑ เดือน จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้ถูกกล่าวหาทำสัญญาประกันตัวจำเลยไปในระหว่างอุทธรณ์ ในระหว่างคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอถอนหลักประกันและรับหลักประกันคืน โดยอ้างว่า ศาลพิพากษาจำคุก ๑ ปี โทษจำรอ ผู้ถูกกล่าวหาจึงหมดข้อผูกพันตามสัญญาประกัน ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้จำเลยฟัง ศาลชั้นต้นรัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๒ ในวันนั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอถอนหลักประกันของผู้ถูกกล่าวหา เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องเท็จต่อศาล เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการละเมิดอำนาจศาล ลงโทษจำคุก ๑ เดือน ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ประกันตัวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ และเป็นผู้ขอคัดคำให้การจำเลย บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและหมายกักขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ผู้ถูกกล่าวหาย่อมทราบดีว่าศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานใด และในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอถอนหลักประกันนั้นผู้ถูกกล่าวหาก็มิได้นำตัวจำเลยส่งมอบต่อศาล และศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำพิพากษาอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นความรับผิดตามสัญญาประกัน ฉะนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอถอนหลักประกันคืน โดยอ้างเหตุขอคืนอันเป็นเท็จซึ่งผู้ถูกกล่าวหาทราบความจริงอยู่แล้ว หาใช่เขียนคำร้องผิดพลาดไปแต่อย่างใดไม่ พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาส่อแสดงเจตนาไม่สุจริตการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และไม่มีเหตุสมควรที่จะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษได้ ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้นแต่ศาลอุทธรณ์มิได้อ้างบทกฎหมายที่เป็นบทลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑(๑), ๓๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2126/2533 พนักงานอัยการศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์ นายชัยชนะ พลานันท์ ผู้ถูกกล่าวหา นายอุทัยหรือเคน ราษฎร์นิยม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการศาลแขวงพระนครเหนือ · ผู้ถูกกล่าวหา - นายชัยชนะ พลานันท์ · จำเลย - นายอุทัยหรือเคน ราษฎร์นิยม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ ฉิมพาลี · เคียง บุญเพิ่ม · มีพาศน์ โปตระนันทน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสละ เทศรำพรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 17225/2557ฎีกา 3416/2540ฎีกา 4681-4682/2528ฎีกา 1891/2500ฎีกา 2916/2522ฎีกา 7988/2551ฎีกา 7074/2541ฎีกา 5598/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 2724/2550ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1875/2547ฎีกา 412/2540ฎีกา 370/2542ฎีกา 1666/2506ฎีกา 3388/2526ฎีกา 9134/2551ฎีกา 3016/2522ฎีกา 187/2530ฎีกา 1049/2539ฎีกา 3539/2547ฎีกา 170/2539ฎีกา 1618/2499
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา