⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2305/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2305/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้แยกกันครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งแบ่งที่ดินส่วนที่แต่ละฝ่ายครอบครองให้แก่ฝ่ายนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

แม้ตามโฉนดที่ดินจะมีชื่อโจทก์จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม แต่เมื่อโจทก์จำเลยต่างแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว ก็ชอบที่จะแบ่งที่ดินบริเวณที่โจทก์ครอบครองนั้นให้แก่โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1364

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์เนื้อที่ ๒ งาน ๗ ตารางวา ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๐๗ ตำบลพานทอง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องนางอุไร ตัณยกุล ตกลงขายให้จำเลยก่อน จำเลยได้ครอบครองตลอดมาเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๔ โจทก์นำดินเข้าไปถมในบริเวณที่ดินตามแผนที่พิพาทและปลูกบ้าน จำเลยห้ามปรามแล้ว แต่โจทก์ไม่เชื่อฟัง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง และห้ามเกี่ยวข้องอีก โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้กระทำละเมิดต่อจำเลยขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลย จำเลยไม่สามารถฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาทได้ พิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๐๗ ตำบลพานทองอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ตามแผนที่พิพาทซึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลทำขึ้นในเขตสี่เหลี่ยมหมายเลข ๑, ๒, ๘, ๗ รวมเนื้อที่ไม่เกิน ๒๐๗ ตารางวา ให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๐๗ ตำบลพานทองอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น ๗ ไร่ ๑ งาน ๗๖ ตารางวา ตามโฉนดมีชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ๓ คน ได้แก่โจทก์ จำเลยและนางอุไร ตัณยกุล โดยโจทก์มีส่วน ๒๐๗ ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ ๒๐๗ ตารางวา ในจำนวนที่ดินทั้งหมด ๒,๗๖๙ ส่วน สำหรับประเด็นที่ว่าโจทก์หรือจำเลยผู้ใดมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่ากันซึ่งจำเลยฎีกาว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายสุรินทร์ ศรีวิเชียร รับราชการในตำแหน่งช่างรังวัดประจำสำนักงานที่ดิน จังหวัดชลบุรี เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ นางสุนันท์ สุวรรณกิจ น้องของจำเลยได้ขอให้พยานไปรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดพิพาท เพราะนางอุไรจะขายที่ดินแปลงนี้บางส่วนให้แก่โจทก์เพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลย พยานจึงไปทำการรังวัดโดยมีนางสุนันท์กับโจทก์เป็นผู้นำชี้ เหตุที่นางสุนันท์นำชี้เนื่องจากจำเลยมอบหมายหใ้นางสุนันท์ทำการแทน พยานได้รังวัดและตอกหลักเขตไว้ตามที่บุคคลทั้งสองนำชี้คำนวณเนื้อที่ได้ประมาณ ๒๐๐ ตารางวา ได้แก่ที่ดินภายในบริเวณเส้นสีแดงอักษณ ค.ง.จ. ตามเอกสารหมาย จ.๒ พยานปากนี้ไม่ปรากฏว่าเป็นญาติหรือมีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด จึงเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความจริง จำเลยยอมรับว่านางสุนันท์เป็นผู้ดูแลทมี่ดินแทนจำเลยนางสุนันท์เบิกความเป็นพยานจำเลยเจือสมพยานโจทก์ว่าพยานได้พานายสุรินทร์มารังวัดสอบเขตที่พิพาทด้านติดถนนจริง เห็นว่า ถ้าหากนายสุรินทร์รังวัดและตอกหลักเขตที่พิพาทเกินกว่าบริเวณที่นางอุไรขายให้แก่โจทก์แล้ว นางสุนันท์ซึ่งดูแลที่ดินอยู่ย่อมจะต้องคัดค้านในขณะนั้นว่า นายสุรินทร์รังวัดและตอกหลักเขตไม่ถูกต้อง แต่นางสุนันท์มิได้คัดค้าน ตามพฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นว่า นายสุรินทร์ดำเนินการรังวัดและตอกหลักเขตโดยถูกต้องแล้ว รูปที่ดินภายในบริเวณเส้นสีแดงตามเอกสารหมาย จ.๒ มีลักษณะตรงกันกับรูปที่ดินภายในเขตสี่เหลี่ยมหมายเลข ๑, ๒, ๘, ๗ตามแผนที่พิพาท ที่จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทตลอดมา ก็ได้ความจากนางซิม บุตรสนม พยานโจทก์ซึ่งปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินติดแนวเขตที่พิพาททางด้านทิศเหนือของที่พิพาทว่า พยานมาอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ก่อนโจทก์ถมดินและปลูกบ้านในที่พิพาท ที่พิพาทมีสภาพเป็นป่าหญ้าฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทดังคำให้การและฟ้องแย้ง ที่จำเลยให้การและฟ้องแย้งมาจึงรับฟังไม่ได้ ถึงแม้ยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนด แต่การที่นางสุนันท์ซึ่งเป็นผู้ที่จำเลยมอบหมายให้ดูแลที่ดินแทนรวมทั้งจำเลยเองยอมให้มีการรังวัดตอกหลักเขตที่พิพาทมีจำนวนเนื้อที่ ๒๐๗ ตารางวา ตรงตามส่วนที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ และโจทก์ก็ได้เข้าถมดินและปลูกสร้างบ้านในบริเวณที่ดินในส่วนนี้ ชี้ให้เห็นว่าโจทก์จำเลยต่างแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว ชอบที่จะแบ่งที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2305/2533 นายองุ่น สมจิตต์ โจทก์ นางสาวศรีเพ็ญ ทองประเสริฐ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายองุ่น สมจิตต์ · จำเลย - นางสาวศรีเพ็ญ ทองประเสริฐ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · สุนทร จันทรศักดิ์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายประสาท พูนเพิ่ม · ศาลอุทธรณ์ - นายพินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4550/2540ฎีกา 5459/2537ฎีกา 2503/2523ฎีกา 183/2531ฎีกา 181/2512ฎีกา 2451/2548ฎีกา 778/2538ฎีกา 5283/2540ฎีกา 1228/2539ฎีกา 39/2524ฎีกา 1456/2539ฎีกา 1413/2508ฎีกา 3139/2537ฎีกา 2636/2538ฎีกา 4701/2539ฎีกา 650/2539ฎีกา 1971/2533ฎีกา 1138/2498ฎีกา 3875/2525ฎีกา 791/2493ฎีกา 4895/2528ฎีกา 4433/2536ฎีกา 7899/2555ฎีกา 1149/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา