คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2330/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณาแตกต่างจากฟ้อง แต่เป็นความผิดที่จำเลยได้กระทำขึ้นและอยู่ในฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดนั้นได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยกำลังซื้อ บุหรี่อยู่ที่ร้านริมถนน เมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจก็มีท่าทางพิรุธตกใจและรับขับรถจักรยานยนต์หลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจจึงขับรถจักรยานยนต์ไล่ตาม ไปและจับกุม ตัว ได้ เมื่อตรวจ รถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับปรากฏว่าไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การต่อ เจ้าพนักงานตำรวจว่าขอยืมรถมาจากนาย ปอย มิใช่นายเชียร ดัง ที่เบิกความต่อศาลทั้งในชั้นจับกุมจำเลยแจ้งชื่อ เท็จ พฤติการณ์ฟังได้ว่า จำเลยได้รับ รถจักรยานยนต์ของกลางไว้ โดย รู้ว่าเป็นทรัพย์ซึ่ง ได้ มา จากการ กระทำผิดฐาน ชิงทรัพย์อันเป็นความผิดฐาน รับของโจร โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาชิงทรัพย์ ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำผิดข้อหารับของโจร ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐาน รับของโจรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339,340 ตรี
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ให้ลงโทษจำคุก 18 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุได้มีคนร้าย 2 คนชิงทรัพย์คือรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ฉ-1675 นครศรีธรรมราช ไปจากผู้เสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวอยู่ในครอบครองของจำเลย ปัญหาวินิจฉัยมีว่า จำเลยเป็นคนร้ายชิงทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเพียงปากเดียวว่า เห็นคนร้ายจากแสงไฟสปอทไลท์ที่เสาไฟฟ้าจำหน้าคนร้ายได้คนเดียวคือคนที่ใช้อาวุธปืนจี้ เมื่อวันที่ 20เมษายน 2531 พยานได้ไปดูตัวคนร้ายและรถจักรยานยนต์ของกลางจำได้ว่าเป็นรถจักรยานยนต์ของพยาน แต่จำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนจี้และจะใช่คนร้ายอีกคนหนึ่งหรือไม่ก็จำไม่ได้ พยานได้บอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจไปแล้วว่าจำเลยไม่ใช่คนร้าย เช่นนี้ พยานโจทก์จึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแต่ตามคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจประมูล บุตรครุฑ ผู้จับกุมได้ความว่าก่อนจับกุมจำเลยกำลังซื้อบุหรี่อยู่ที่บ้านริมถนน เมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจก็มีท่าทางพิรุธตกใจและรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีพยานจึงขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามไปและจับกุมตัวได้ เมื่อตรวจรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับไม่พบหลักฐานใด ๆ จำเลยเองก็เบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลางไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนในชั้นสอบสวนจำเลยก้ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าขอยืมรถมาจากนายปอยมิใช่นายเชียรดังที่มาเบิกความต่อศาล ทั้งในชั้นจับกุมจำเลยแจ้งชื่อว่าชื่อสายัญณ์ รัตนกระจ่าง ซึ่งเป็นเท็จ เพราะตามบัตรประจำตัวประชาชนจำเลยชื่อประจวบ เสละพัฒน์ ดังนี้ พฤติการณ์ฟังได้ว่า จำเลยได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ซึ่งได้มาจากการกระทำผิดฐานชิงทรัพย์อันเป็นความผิดฐานรับของโจร และศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม..."
พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357วรรคสอง ให้จำคุก 4 ปี.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2330/2533
พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ทุ่งสง โจทก์
นาย ประจวบ เสละพัฒน์ หรือ สายัญณ์ รั ตน กระจ่าง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ทุ่งสง · จำเลย - นาย ประจวบ เสละพัฒน์ หรือ สายัญณ์ รั ตน กระจ่าง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · สัญชัย สิงหลกะ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ