คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2552/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดต่อผู้เยาว์หลายคน แม้จะกระทำในคราวเดียวกัน ก็ถือเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน
ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานพรากผู้เยาว์ เป็นความผิดคนละบทมาตรากัน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยกับพวกใช้อุบายหลอกลวงนางสาว ป. กับนางสาว จ. ผู้เยาว์อ้างว่าจะพาไปทำงานแต่กลับพาไปขายให้เป็นหญิงโสเภณี ดังนี้ เห็นได้ว่า ที่จำเลยหลอกลวงผู้เยาว์ทั้งสองก็โดยเจตนาจะให้เกิดผลต่างกรรมกัน แม้จะพาผู้เยาว์ทั้งสองไปในครั้งเดียวคราวเดียวก็เป็นการกระทำต่อผู้เยาว์แต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ จำเลยมีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารรวม 2 กระทง
ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 วรรคสองกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๘๓, ๓๑๘
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคสอง และมาตรา ๓๑๘ วรรคสาม รวม ๒ กระทง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคสอง อันเป็นบทหนักจำคุกกระทงละ ๑๐ ปี รวมจำคุก ๒๐ ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยต่อนางสาวเป็งและนางสาวจรูญเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ศาลพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยมาไม่ชอบนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกใช้อุบายหลอกลวงนางสาวเป็งและนางสาวจรูญ อ้างว่าจะพาไปทำงานที่จังหวัดแพร่ เมื่อผู้เยาว์ทั้งสองตกลง จำเลยกลับพาผู้เยาว์ทั้งสองไปขายให้เป็นหญิงโสเภณีที่จังหวัดปัตตานี ดังนี้เห็นได้ว่าที่จำเลยหลอกลวงผู้เยาว์ทั้งสองก็โดยเจตนาจะให้เกิดผลต่างกรรมกัน แม้จะพาไปในครั้งเดียวคราวเดียวก็เป็นการกระทำต่อผู้เยาว์แต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารรวม ๒ กระทงชอบแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การพาหญิงไปเพื่อการอนาจารกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคสอง และมาตรา ๓๑๘ วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา ๒๘๓ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักนั้น ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง เพราะที่จำเลยพาผู้เยาว์ทั้งสองไปเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้เกิดความผิดในฐานนี้หนึ่งแล้ว การที่จำเลยพรากผู้เยาว์ทั้งสองไปเสียจากบิดามารดาก็โดยเจตนาจะให้เกิดความผิดในฐานนั้นอีกฐานหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรมต่างกัน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา ๓๑๘ วรรคสามด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยให้หนักไปกว่าโทษตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ แต่เห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยเสียให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม อีก ๒ กระทง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2552/2533
พนักงานอัยการจังหวัดน่าน โจทก์
นายอนุชาหรืออ้วน บุญมา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดน่าน · จำเลย - นายอนุชาหรืออ้วน บุญมา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เดชา สุวรรณโณ · อัมพร เดชศิริ · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดน่าน - นางปลื้มจิต ทวิพัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญศรี กอบบุญ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา