⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2603/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2603/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การชำระภาษีอากรภายหลังถูกแจ้งการประเมินและอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์หรือการพิจารณาของศาล จะได้รับยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หากได้ชำระภาษีอากรที่ค้างชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด และได้ยื่นขอถอนอุทธรณ์หรือถอนฟ้องก่อน.

ย่อคำพิพากษา

แถลงการณ์กระทรวงการคลังระบุว่า "ฯลฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตาม มาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร จึงขยายเวลาชำระและนำส่งภาษีอากร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เสียภาษีอากร ฯลฯ ได้ยื่นชำระภาษีอากร ฯลฯ ถูกต้องครบถ้วน โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มใด ๆ ฯลฯ ทั้งนี้ตามเงื่อนไข ฯลฯ ข้อ 4 ในกรณีผู้มีหน้าที่เสีย ฯลฯ ภาษีอากร ฯลฯ รับแจ้งการประเมินฯลฯ ก่อนวันที่ที่ลงในแถลงการณ์นี้ แต่ยังมิได้ชำระภาษีอากรให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา ฯลฯ ในแบบแจ้งการประเมิน ฯลฯ นั้น และพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว หากได้นำภาษีอากรที่ค้างชำระอยู่นั้นไปชำระภายในระยะเวลาตามข้อ 7 แล้ว ผู้นั้นไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มใด ๆ สำหรับภาษีอากรส่วนที่ชำระนั้น ถ้าภาษีอากรค้างนั้น ค้างอยู่ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือต่อศาลผู้เสียภาษีอากรต้องขอถอนอุทธรณ์หรือถอนฟ้องนั้น และได้ รับอนุมัติเสียก่อน ฯลฯ" ดังนั้น กรณีผู้เสียภาษีอากรอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของศาลที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีที่ผู้เสียภาษีอากรถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายก็ดี หรือกรณีลูกหนี้ถูกแจ้งการประเมินภาษีและมิได้อุทธรณ์การประเมินนั้นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือต่อศาลในเรื่องการประเมินก็ดี ทั้งสองกรณีไม่อยู่ในเงื่อนไขของแถลงการณ์กระทรวงการคลังดังกล่าว ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ชำระค่าภาษีอากรค้างให้โจทก์ครบถ้วนและภายในเวลาที่กำหนด ลูกหนี้ย่อมได้รับยกเว้นเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตาม แถลงการณ์กระทรวงการคลัง โดยไม่ต้องขอถอนฟ้องก่อน เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายที่จะได้ รับชำระหนี้โดยเสมอภาค คดีที่ลูกหนี้ถูก ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีเจ้าหนี้เพียงรายเดียวคือโจทก์ ลูกหนี้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงได้ ไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น การชำระหนี้ของลูกหนี้จึงเท่ากับเป็นการชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้เต็มจำนวน เหตุที่จะให้ลูกหนี้เป็นคนล้มละลายหมดไป จึงต้องยกเลิกการล้มละลาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.22 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.135

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์แจ้งการประเมินให้จำเลยชำระค่าภาษี ๓๒๖,๔๒๕.๔๐ บาท ลูกหนี้ไม่อุทธรณ์การประเมินและไม่ชำระค่าภาษีโจทก์จึงฟ้องขอให้พิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๖ ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๘ ลูกหนี้ยื่นคำร้องว่าขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก่อนศาลนั้นพิพากษายืนตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดนั้น สรรพากรจังหวัดนนทบุรีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๕ แจ้งให้ลูกหนี้ทราบว่าตามที่ได้แจ้งประเมินไปยังลูกหนี้ว่าเป็นหนี้ภาษีอากร จำนวน ๒๙๖,๘๐๐.๙๘ บาทนั้น หากลูกหนี้จะชำระเงินภาษีอากรภายในระยะเวลาข้างต้น ลูกหนี้จะได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามแถลงการณ์กระทรวงการคลัง คงต้องชำระเฉพาะเงินภาษีอากรเพียง ๘๘,๘๐๖.๓๓ บาท เท่านั้น ลูกหนี้จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระต่อสรรพากรอำเภอเมืองนนทบุรี โดยมีเงื่อนไขตามแถลงการณ์กระทรวงการคลังข้อ ๔ ที่ว่า "ถ้าภาษีอากรค้างนั้น ค้างอยู่ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือต่อศาล ผู้เสียภาษีอากรต้องขอถอนอุทธรณ์หรือถอนฟ้องนั้น และได้รับอนุมัติเสียก่อน" ลูกหนี้จึงได้ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต โจทก์จึงไม่รับเงินค่าภาษีอากรดังกล่าว และส่งเงินนั้นเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย ลูกหนี้เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๓ อัฏฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรได้ แต่หาได้มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ลูกหนี้ขอถอนฎีกาและให้ศาลอนุญาตเสียก่อนไม่ดังนั้น ข้อตกลงที่ลูกหนี้ทำไว้กับสรรพากร อำเภอเมืองนนทบุรีเรื่องขอถอนฎีกา และศาลฎีกาต้องอนุญาตเสียก่อน จึงไม่มีผลแต่อย่างใด เมื่อลูกหนี้ชำระภาษีอากรตามแถลงการณ์กระทรวงการคลังแล้ว จึงไม่มีภาษีอากรที่ลูกหนี้จะต้องชำระให้โจทก์อีก หนี้สินของลูกหนี้ในคดีนี้จึงเป็นอันได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา ๑๓๕(๒) และ (๓) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านว่า สรรพากรอำเภอเมืองนนทบุรีรับเงินค่าภาษีของลูกหนี้ไว้โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าภาษีอากรที่ค้างนั้นศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง ถือว่าการชำระภาษีของลูกหนี้ไม่เข้าเงื่อนไขตามแถลงการณ์กระทรวงการคลัง เมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ถอนฎีกา สรรพากรอำเภอเมือนนทบุรีจึงส่งเงินจำนวนนั้นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้สำหรับแบ่งให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพียงรายเดียว เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการแบ่งทรัพย์สินให้แก่โจทก์เป็นครั้งที่สุด (ครั้งเดียว) ตามพระราชบัญญัติล้มละลายโดยหักค่าธรรมเนียมไว้ร้อยละ ๕ คงจ่ายส่วนแบ่งให้โจทก์เป็นเงิน๗๙,๑๓๔.๒๖ บาท กรณียังถือไม่ได้ว่า ลูกหนี้ได้ชำระหนี้เต็มจำนองที่จะเป็นเหตุให้ยกเลิกการล้มละลาย ตามที่ขอได้ ขอให้ยกคำร้อง ส่วนโจทก์คัดค้านว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจกำหนเงื่อนไขตามแถลงการณ์กระทรวงการคลังที่กล่าวข้างตน โจทก์ได้รับเงินตามคำร้องของลูกหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าศาลไม่อนุมัติให้ถอนฟ้องให้ถือว่าลูกหนี้ไม่มีสิทธิชำระภาษีตามแถลงการณ์ ดังนั้นเมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จึงถือว่าลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วไม่ได้ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกเลิกการล้มละลายแก่จำเลย โจทก์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ที่ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ลูกหนี้ฎีกาลูกหนี้จะต้องขอถอนฎีกาและศาลอนุญาตเสียก่อน จึงจะได้รับประโยชน์ตามแถลงการณ์กระทรวงการคลังนั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า แถลงการณ์กระทรวงการคลังตามภาพถ่ายท้ายคำร้องของลูกหนี้ ระบุว่า"ฯลฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามมาตรา ๓ อัฏฐแห่งประมวลรัษฎากร จึงขยายเวลาชำระและนำส่งภาษีอากร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิได้เสียภาษีอากร ฯลฯ ได้ยื่นชำระภาษีอากร ฯลฯให้ถูกต้องครบถ้วน โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มใด ๆ ฯลฯทั้งนี้ตามเงื่อนไข และเวลาดังต่อไปนี้ ฯลฯ ข้อ ๔ ในกรณีผู้มีหน้าที่เสีย ฯลฯ ภาษีอากร ฯลฯ รับแจ้งการประเมิน ฯลฯ ก่อนวันที่ที่ลงในแถลงการณ์นี้ แต่ยังมิได้ชำระภาษีอากรให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา ฯลฯ ในแบบแจ้งการประเมิน ฯลฯนั้น และพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว หากได้นำภาษีอากรที่ค้างชำระอยู่นั้นไปชำระภายในระยะเวลาตามข้อ ๗ แล้ว ผู้นั้นไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มใด ๆ สำหรับภาษีอากรส่วนที่ชำระนั้น ถ้าภาษีอากรค้างนั้น ค้างอยู่ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือต่อศาล ผู้เสียภาษีอากรต้องขอถอนอุทธรณ์หรือถอนฟ้องนั้นและได้รับอนุมัติเสียก่อน ฯลฯ ตามนี้จะเห็นได้ว่าในกรณีที่ผู้เสียภาษีอากรอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของศาลที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในคดีที่ผู้เสียภาษีอากรถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายนั้น หาอยู่ในเงื่อนไขตามแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังที่ผู้เสียภาษีอากรจะต้องขอถอนอุทธรณ์ฎีกาและได้รับอนุมัติจากศาลเสียก่อนดังที่โจทก์ฎีกาไม่ กรณีของลูกหนี้ก็เช่นเดียวกัน ลูกหนี้มิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือต่อศาลในเรื่องการประเมินแต่ประการใด ดังนั้นลูกหนี้จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขตามแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังดังกล่าวฉะนั้น เมื่อลูกหนี้นำเงินเฉพาะภาษีอากร ๘๘,๘๐๖.๓๓ บาท ไปชำระให้โจทก์ตามที่สรรพากรจังหวัดนนทบุรีแจ้งมา ลูกหนี้ก็ได้รับประโยชน์โดยได้รับยกเว้นเงินเพิ่มและเบี้ยปรับทั้งหมดตามแถลงการณ์กระทรวงการคลังที่กล่าวข้างต้น ลูกหนี้จึงชำระหนี้ภาษีอากรค้างให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีในปัญหาข้อนี้มาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ข้อที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัยพ์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว หากลูกหนี้จะชำระหนี้ก็จะต้องชำระต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ จะไปชำระต่อเจ้าหนี้ไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้นก็เพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ทั้งหลายที่จะได้รับชำระหนี้โดยเสมอภาคแต่คดีนี้ลูกหนี้มีเจ้าหนี้คือโจทก์เพียงรายเดียว การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ให้โจทก์โดยตรง จึงไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบแก่เจ้าหนี้อื่นแต่ประการใด ทั้งมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการที่ลูกหนี้ชำระหนี้โดยผ่านเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพราะเมื่อรับชำระหนี้ไว้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ต้องชำระให้โจทก์ดังนั้น การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ให้โจทก์ในกรณีเช่นนี้ จึงเท่ากับเป็นการชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ บัญญัติไว้เช่นกัน เมื่อหนี้สินของลูกหนี้เป็นอันได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกเลิกการล้มละลายชอบแล้ว ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2603/2533 กรมสรรพากร โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน นายหมัด แป้นการ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · ผู้คัดค้าน - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ · จำเลย - นายหมัด แป้นการ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เดชา สุวรรณโณ · อัมพร เดชศิริ · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายปกรณ์ บุญ+กูล · ศาลอุทธรณ์ - นายสมภพ โชติกวณิชย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5209/2566ฎีกา 990/2514ฎีกา 578/2550ฎีกา 4238/2539ฎีกา 2416/2566ฎีกา 258/2525ฎีกา 374/2534ฎีกา 6605/2550ฎีกา 662/2525ฎีกา 5104/2533ฎีกา 4851/2545ฎีกา 1636/2534ฎีกา 5219/2534ฎีกา 3779/2542ฎีกา 903/2508ฎีกา 92/2531ฎีกา 4470/2543ฎีกา 690/2512ฎีกา 4481/2542ฎีกา 8304/2559ฎีกา 7966/2544ฎีกา 2709/2536ฎีกา 6555/2542ฎีกา 7786/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา