⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7786/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7786/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลมีคำสั่งเปิดคดีล้มละลายโดยมิได้ไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อน เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จะเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา.

ย่อคำพิพากษา

ฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาให้เปิดคดีโดยมิได้มีการไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์เสียก่อนเป็นกระบวนการพิจารณาไม่ชอบและคำสั่งให้เปิดคดีล่วงเลยกำหนด 10 ปี นับแต่ศาลสั่งให้ปิดคดี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าทรัพย์สินเป็นของจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 พร้อมแสดงหลักฐานเพิ่มเติม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อผู้บังคับบัญชาโดยเห็นว่าควรรายงานศาลให้มีคำสั่งเปิดคดีโดยท้ายหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสดและความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วยจึงเป็นการเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้เปิดคดีแล้วหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (4) มีความหมายว่า เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอและศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย จำเลยก็ยังเป็นบุคคลล้มละลาย และคำสั่งให้ปิดคดีก็มีผลตามมาตรา 134 เพียงให้ระงับการจัดการต่างๆ ไว้ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุด ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาก่อนจำเลยจะพ้นจากภาวะการล้มละลายย่อมเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายที่อาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามมาตรา 109 ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจนำไปแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยต่อไป กรณีมิใช่เป็นการจัดการทรัพย์ของจำเลยภายหลังที่จำเลยพ้นจากการล้มละลายแล้ว คำสั่งให้เปิดคดีจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.6 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.109 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.134 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.135

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์สินของจำเลยครั้งที่สุดพร้อมทำรายงานแสดงกิจการและบัญชีส่วนแบ่งครั้งที่สุดยื่นต่อศาลชั้นต้นและขอให้มีคำสั่งปิดคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่โดยได้เปิดกิจการร้านถ่ายรูปชื่อห้องภาพแสงเสน่ห์ ขอให้รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 รายงานศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเปิดคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เปิดคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รายงานขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเปิดคดี โดยท้ายรายงานดังกล่าวเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสดค่าถ่ายรูปของห้องภาพแสงเสน่ห์ ซึ่งจำเลยลงลายชื่อเป็นผู้รับเงิน และสำเนาความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วย จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาให้เปิดคดีโดยมิได้มีการไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์เสียก่อนเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และคำสั่งให้เปิดคดีล่วงเลยกำหนด 10 ปี นับแต่ศาลสั่งให้ปิดคดี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยดังกล่าวแม้จะเพิ่งยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาแต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีโดยมิได้มีการไต่สวนพยานก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายนั้นเป็นกระบวนการพิจารณาที่ดำเนินการต่อศาลและต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องลงฉบับวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าทรัพย์สินเป็นของจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 พร้อมแสดงหลักฐานเพิ่มเติมเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อผู้บังคับบัญชาโดยเห็นว่าควรรายงานศาลให้มีคำสั่งเปิดคดี ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบด้วย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเปิดคดีโดยท้ายหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสด และความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วย กรณีดังกล่างจึงเป็นการเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้เปิดคดีแล้วหรือไม่ หาจำเป็นต้องไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อนแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า คำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีขัดต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 เป็นเวลาหลังจากครบ 10 ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีแล้วจึงเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (5) เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 บัญญัติว่า "เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ฯลฯ (4) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์ครั้งที่สุดหรือไม่มีทรัพย์สินจะแบ่งให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ต่อแต่นั้นมาภายในกำหนดเวลาสิบปี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายได้อีก และไม่มีเจ้าหนี้มาขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย" ตามบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอและศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย จำเลยก็ยังเป็นบุคคลล้มละลายอยู่ และคำสั่งให้ปิดคดีก็มีผลตามมาตรา 134 คือเพียงให้ระงับการจัดการต่างๆ ไว้ ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุดแต่ประการใด ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาก่อนจำเลยจะพ้นจากภาวะล้มละลายย่อมเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายที่อาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวและนำไปแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยต่อไป กรณีหาใช่เป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่จำเลยพ้นจากการล้มละลายแล้วแต่อย่างใดไม่ คำสั่งให้เปิดคดีจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7786/2548 นายสุข แซ่โค้ว โจทก์ นายอมร เจียรนัยสุรรัตน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุข แซ่โค้ว · จำเลย - นายอมร เจียรนัยสุรรัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · สมชาย พงษธา · ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 100/2540ฎีกา 5806-5807/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา