⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3103/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3103/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- อำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยได้แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น - หุ้นส่วนผู้จัดการที่ล้มละลายมีอำนาจในการชำระบัญชีและแก้ต่างในนามห้างได้ - หุ้นส่วนที่ออกจากหุ้นส่วนจัดการไปไม่เกิน 2 ปี ยังคงต้องรับผิดในหนี้ของห้างอยู่ - การประเมินภาษีโดยเจ้าพนักงานตามกฎหมายถือเป็นหนี้เด็ดขาด

ย่อคำพิพากษา

อำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะมิได้ว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการล้มละลาย ห้างจำเลยที่ 1 ต้องเลิกกันและต้องมีการชำระบัญชี ซึ่งห้างยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการย่อมเป็นผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 1251 และมีอำนาจแก้ต่างว่าต่าง ในนามห้างได้ตาม มาตรา 1259(1) โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการให้รับผิดในหนี้ภาษีอากรได้ จำเลยที่ 3 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2514 ถึง วันที่ 7 กันยายน 2526 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2528 ก่อนครบกำหนด 2 ปี นับแต่จำเลยที่ 3 ออกจากหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 3 จึงยังคงต้องรับผิดในหนี้ของห้างอยู่ ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 10681080 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการการค้าไม่ครบถ้วน ส่วนที่ยื่นไว้ก็ปรากฏว่าแสดงรายการการค้าต่ำกว่ากำหนดรายรับขั้นต่ำตามที่กองภาษีการค้ากำหนดไว้เจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงมีหมายเรียกจำเลยที่ 1 ให้มาไต่สวนกับให้ส่งมอบเอกสารที่ได้ดำเนินกิจการมาให้ตรวจสอบ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ไต่สวนและไม่ส่งเอกสารเจ้าพนักงานประเมินจึงทำการตรวจสอบและทำรายงานการตรวจสอบภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2519 ถึง 2521 กับประเมินภาษีในปี พ.ศ. 2522, 2523 แล้วแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ ฉะนั้น ภาษีการค้าที่เจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวจึงเป็นหนี้เด็ดขาด ตามนัยประมวลรัษฎากร มาตรา 87 ทวิ 88 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี พ.ศ. 2519 ถึง 2521 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ มีหมายเรียกมาไต่สวนและให้ส่งเอกสารเพื่อทำการตรวจสอบ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ไต่สวนและไม่ส่งเอกสารเจ้าพนักงานประเมินจึงได้ ประเมินและแจ้งผลการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว ฉะนั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวจึงเป็นหนี้เด็ดขาด ตามนัยประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) 21 เมื่อรวมเงินภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลกับภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,278,593.69 บาท จำนวนเงินดังกล่าวเป็นหนี้แน่นอนและไม่น้อยกว่า 500,000 บาทโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ล้มละลายได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1055 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1068 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1080 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1251 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1259 ประมวลรัษฎากร ม.21 ประมวลรัษฎากร ม.71 ประมวลรัษฎากร ม.87 ประมวลรัษฎากร ม.88 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการเก็บเงินภาษีต่าง ๆ ตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ ๑ มีวัตถุประสงค์ทำกิจการภัตตาคาร จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฏาคม ๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๒๖ จึงต้องรับผิดในหนี้สินของห้างจำเลยที่ ๑ เป็นส่วนตัวด้วย เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม๒๕๑๔ จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานบริการและจดทะเบียนการค้า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ประกอบการค้า มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ได้ชำระเงินภาษีอากรไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้มีหมายเรียกให้จำเลยที่ ๑ นำเอกสารและสมุดบัญชีให้มารับทำการตรวจสอบภาษีอากร จำเลยที่ ๑ ได้รับหมายเรียกแล้วไม่ได้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินแต่อย่างใด จากการตรวจสอบพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและยังพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๓ จำเลยที่ ๑ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยแสดงรายรับที่เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดรายรับไว้อีกด้วย เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถนำเอกสารสมุดบัญชีหรือหลักฐานอื่นใดทำการชี้แจงให้เป็นการถูกต้องได้ว่าจำเลยที่ ๑ มียอดรายรับตามที่แสดงไว้ในแบบแสดงการเสียภาษีการค้าที่ยื่นไว้ จึงได้ทำการประเมินเสียใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และตามความเป็นจริง ตามมาตรา ๗๑(๑), ๘๗(๓), ๘๗ ทวิ๘๘, ๘๙(๒) แห่งประมวลรัษฎากร คือ ก. ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล รวมภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาลระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๓ จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระให้โจทก์ทั้งสิ้น ๗,๔๔๘,๙๓๗.๖๙ บาท ข. ภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่ม ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึงพ.ศ. ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระให้โจทก์ทั้งสิ้น ๘๒๙,๖๕๖ บาท รวมเงินภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีบำรุงเทศบาลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตาม ข้อ ก. และ ข. แล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น๘,๒๗๘,๕๙๓.๖๙ บาท โจทก์ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามทวงถามจำเลยทั้งสามแล้ว แต่ไม่อาจกระทำได้ เพราะจำเลยที่ ๑ เลิกกิจการปิดสถานที่ประกอบธุรกิจ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลบหนี โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ถึง ๒ ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน แต่จำเลยทั้งสามก็ไม่ชำระหนี้ภาษีอากรให้แก่โจทก์ และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นหนี้ที่มีจำนวนแน่นอนเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ เพราะขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ ๓ มิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เปลี่ยนจากจำเลยที่ ๓มาเป็นจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๖ ในรอบระยะเวลาปีบัญชี พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่โจทก์มิได้ใช้อำนาจออกมาหยเรียกจำเลยมาไต่สวน และออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสั่งให้จำเลยยื่นรายการหรือพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙ โจทก์ประเมินภาษีขึ้นเอง โดยไม่ทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้อง มูลหนี้ตามฟ้องเป็นมูลหนี้ที่ไม่แน่นอน เพราะเกิดขึ้นจากการประเมินคามความเข้าใจของโจทก์โดยไม่คำนึงถึงรายได้ที่แท้จริงของจำเลยที่ ๑ และสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น การประเมินภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลและภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงไม่ถูกต้องและไม่แน่นอน จำเลยทั้งสามไม่มีมูลหนี้ตามทีทโจทก์ฟ้องเพราะตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ จำเลยที่ ๑ ได้ปิดสถานประกอบธุรกิจการค้า โจทก์ก็ทราบ เหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ยังไม่ได้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ และชำระบัญชี แต่จำเลยทั้งสามก็มิได้ประกอบธุรกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙การที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ มิได้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ไม่เป็นเหตุให้โจทห์ประเมินภาษีแล้วนำมาฟ้องจำเลยทั้งสามได้ ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยที่ ๒เพราะจำเลยที่ ๒ ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายไปแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.๑๙๑/๒๕๒๔ ของศาลชั้นต้น ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นพิจารณษแล้ว มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรามเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าทนายความนั้นให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดให้ตามที่เห็นสมควร จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ยกขึ้นฎีกาเป็นประเด็นแรกว่า จำเลยที่ ๒ ตกเป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ ห้างจำเลยที่ ๑ ต้องเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๕(๕) ประกอบมาตรา ๑๐๘๐วรรคหนึ่ง อำนาจต่าง ๆ อยู่ที่ผู้ชำระบัญชีต้องฟ้องจำเลยที่ ๑โดยผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดทุกคนของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้แทนการฟ้องจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ประเด็นที่จำเลยยกขึ้นฎีกานี้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้น แต่เห็นว่าอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ในประเด็นนี้เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการล้มละลาย ห้างจำเลยที่ ๑ ต้องเลิกกัน และต้องมีการชำระบัญชีซึ่งห้างยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีและหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ชำระบัญชีตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๙, ๑๒๕๑ ฉะนั้นจำเลยที่ ๒ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ชำระบัญชีและผู้ชำระบัญชีย่อมมีอำนาจแก้ต่างว่าต่างในนามของห้างได้ตามมาตรา ๑๒๕๙(๑) โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการให้จำเลยรับผิดในหนี้ภาษีอากรได้ ประเด็นต่อมาคือโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ หรือไม่ เห็นว่าเมื่อโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๓ ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฏาคม ๒๕๑๔ถึงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๒๖ หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นจำเลยที่ ๒ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑, จ.๒ จำเลยที่ ๓ทำหน้าที่หุ้นส่วนผู้จัดการวันสุดท้ายเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๒๖จึงพ้นจากหน้าที่เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๖ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๒๘ ก่อนครบกำหนด ๒ ปี นับแต่ออกจากหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ จึงยังคงต้องรับผิดในหนี้ของห้างอยู่ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘, ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ แม้จำเลยที่ ๓ จะยังคงเป็นหุ้นส่วนซึ่งจำกัดความรับผิดในห้างจำเลยที่ ๑ ต่อมาก็ตาม ประเด็นต่อไปมีว่า การประเมินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ ยื่นแบบแสดงรายการการค้าไม่ครบถ้วน ส่วนที่ยื่นไว้ก็ปรากฏว่า แสดงรายการการค้าต่ำกว่ากำหนดรายรับขั้นต่ำที่กองภาษีการค้ากำหนดไว้ตามเอกสารหมาย จ.๗ เจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงมีหนังสือเชิญจำเลยที่ ๑มาพบ และหมายเรียกให้มาไต่สวนกับให้ส่งมอบเอกสารที่ได้ดำเนินการมาให้ตรวจสอบปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๕, จ.๖, จ.๓๑ แต่จำเลยที่ ๑ไม่ไปให้ไต่สวนและไม่ส่งเอกสาร เจ้าพนักงานประเมินจึงทำการตรวจสอบและทำรายงานการตรวจสอบภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ตามเอกสารหมาย จ.๑๔ แล้วแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบตามเอกสารหมาย จ.๑๕-จ.๑๗ กับประเมินภาษีในปีพ.ศ. ๒๕๒๒, ๒๕๒๓ แล้วแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบด้วย ตามเอกสารหมายจ.๑๘-จ.๒๐ จำเลยที่ ๑ ทราบแล้ว ฉะนั้นภาษีการค้าที่เจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวจึงเป็นภาษีเด็ดขาด ตามนัยประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๗ทวิ, ๘๘ จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดในจำนวนเงินภาษีที่เจ้าพนักงานประเมิน ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง ๒๕๒๑ เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้มีหมายเรียกมาไต่สวนและให้ส่งเอกสารเพื่อทำการตรวจสอบ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ไปให้ไต่สวนและไม่ส่งเอกสาร เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ประเมินและแจ้งผลการประเมินไปยังจำเลยที่ ๑ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๒๑-จ.๒๔ จำเลยที่ ๑ ทราบแล้ว ฉะนั้นหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงเป็นหนี้เด็ดขาดตามนัยประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๑(๑), ๒๑เมื่อรวมเงินภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีบำรุงเทศบาลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๘,๒๗๘,๕๙๓.๖๙บาท จำนวนเงินดังกล่าวเป็นหนี้แน่นอน และไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาทโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้ล้มละลายได้ จำเลยที่ ๓ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการในระหว่างปีที่ประเมินภาษีต้องรับผิดในหนี้ของห้างดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3103/2533 กรมสรรพากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิวคิงส์เฮพเว่นไนท์คลับ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิวคิงส์เฮพเว่นไนท์คลับ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประจักษ์ พุทธิสมบัติ · เดชา สุวรรณโณ · อัมพร เดชศิริ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอำนวย หมวดเมือง · ศาลอุทธรณ์ - นายสมภพ โชติกวณิชย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา