⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3289/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนสำเร็จทันทีที่จำเลยได้รับเงินจากผู้เสียหายแต่ละราย การกระทำหลายครั้งต่างวันต่างเวลากันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายทั้ง 47 คน ต่างวันต่างเวลากันและรับเงินจากผู้เสียหายทั้ง 47 คนแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่รับเงินจากผู้เสียหายแต่ละคน ซึ่งจำเลยกระทำทั้งหมด 47 ครั้ง ต่างวันต่างเวลากันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหลายกรรมต่างกันรวม 47 กรรม.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 343, 83ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้ง 47 คน ตามจำนวนเงินที่ปรากฏรายละเอียดในบัญชีรายชื่อผู้เสียหายและจำนวนเงินท้ายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 83 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน10,000 บาท และให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,666.67 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี4 เดือน โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกระทงความผิด และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่บรรดาผู้เสียหายตามรายชื่อผู้เสียหายและจำนวนเงินในบัญชีท้ายฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ10,000 บาท รวม 47 กระทง และให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 ปีรวม 47 กระทง ลดโทษให้จำเลยทั้งสองกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 6,666.67 บาทรวมเป็นเงิน 313,333.49 บาท ส่วนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกันทุกกระทงความผิดแล้วเกิน 20 ปี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2) ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงืนแก่บรรดาผู้เสียหายทั้ง 47 คน ตามลำดับชื่อผู้เสียหายและจำนวนเงินในบัญชีท้ายฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ปรับ 6,666.67 บาทจำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรม แต่คงลงโทษจำเลยทั้งสองแต่ละกระทงเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 ไม่เกินกระทงละ 5 ปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงบรรดาผู้เสียหายทั้ง47 คน ต่างวันต่างเวลาและต่างข้อเท็จจริงกัน จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองจัดหางานและรับสมัครงาน โดยมีผู้เสียหายทั้ง 47 คนเป็นผู้สมัครงานจำเลยทั้งสองได้จัดหางานเป็นการกระทำต่อเนื่องในคราวเดียว มิใช่จัดหางานและรับสมัครคนงานแต่ละช่วงกำหนดเวลาต่างกัน การรับสมัครงานและรับเงินจากผู้เสียหายแต่ละคนนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระยะเวลาที่เกิดเหตุเท่านั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะดำเนินการในการจัดหางานในคราวเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชนนั้น นอกจากการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้วต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงด้วย และจะเป็นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อเข้าองค์ประกอบทั้งสองประการในคดีนี้จำเลยทั้งสองแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายทั้ง 47 คน ต่างวันต่างเวลากันและรับเงินจากผู้เสียหายทั้ง 47 คน แล้ว ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่รับเงินจากผู้เสียหายแต่ละคน ซึ่งจำเลยทั้งสองกระทำทั้งหมด 47 ครั้ง ต่างวันต่างเวลากัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 47 กรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2530 ที่จำเลยทั้งสองอ้างมานั้นเป็นเรื่องความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานซึ่งมีองค์ประกอบความผิดต่างกับความผิดในคดีนี้ ไม่อาจนำมาปรับแก่คดีนี้ได้..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2533 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส เอ เอ็ม เอเย็นซีคอนสตัคชั่น กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส เอ เอ็ม เอเย็นซีคอนสตัคชั่น กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวิทย์ ธีรพงษ์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 2664/2520ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 15230/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ