⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3424/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3424/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปลูกสร้างอาคารในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้อื่น และมีอยู่ก่อนที่ผู้นั้นจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่ถือเป็นเหตุแห่งความเสียหายหรือความเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ตามปกติและเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337

ย่อคำพิพากษา

การที่เรือนโรงของจำเลยปลูกอยู่ในที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งอยู่ระหว่างหน้าที่ดินโจทก์กับคลอง มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ ทั้งมีมาก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินนั้นมา แม้โจทก์จะมีอาชีพทำประมง แต่ก็ปรากฏว่าโจทก์ก็ยังสามารถนำเรือประมงเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้พฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1337

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันปลูกสร้างโรงเรือนในที่ชายตลิ่งติดหน้าที่ดินโจทก์กีดขวาง ปิดกั้นหน้าที่ดินโจทก์ทางด้านทิศเหนือที่จดคลองพุมเรียงขนานกับหน้าที่ดินโจทก์ประมาณ6 เมตร มาตั้งแต่ก่อนโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งมีอาชีพทำประมงเสียหาย โดยไม่สามารถใช้สอยที่ชายตลิ่งหน้าที่ดินโจทก์ทางด้านทิศเหนือเข้าออกสู่คลองพุมเรียงได้ และไม่สามารถจอดเรือประมงขนานกับหน้าที่ดินของโจทก์ในการขึ้นลงผลิตผลที่โจทก์ได้จากการประมงตามปกติสุข โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามรื้อโรงเรือนดังกล่าวออกไปจากหน้าที่ดินของโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสามไม่รื้อ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนโรงเรือนสิ่งกีดขวางตามฟ้อง พร้อมขนย้ายบริวารออกไปจากที่ชายตลิ่งหน้าที่ดินโจทก์ทางด้านทิศเหนือห้ามมิให้เข้ามารบกวนเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 900 บาท และวันละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนโรงเรือนสิ่งกีดขวางออกไปจากที่ชายตลิ่งหน้าที่ดินโจทก์แล้วเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโรงเรือนพิพาทของจำเลยทั้งสามไม่ได้กีดขวางปิดกั้นการใช้ที่ดินของโจทก์กล่าวคือ โรงเรือนพิพาทได้ยกพื้นสูงเหนือระดับตลิ่ง ข้างล่างปล่อยโล่งโดยตลอด โจทก์สามารถที่จะนำเรือเข้าจอดทางคลองพุมเรียงได้หลายลำ โดยใช้หัวเรือเข้าหาตลิ่งดังที่โจทก์จำเลยและชาวบ้านจอดกันหน้าที่ดินโจทก์ติดริมคลองก็ยังมีที่ว่างยาวถึง6 เมตร โรงเรือนพิพาทจึงหาได้ปิดกั้นกีดขวางทำให้โจทก์เสียหายแต่อย่างใดไม่ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โรงเรือนของจำเลยทั้งสามปลูกอยู่ในที่ชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งอยู่ระหว่างหน้าที่ดินโจทก์กับคลองพุมเรียง มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่มีมาก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินนั้นมา แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าโจทก์มีอาชีพทำประมงและมีเรือประมงอยู่ 1 ลำ ดังที่โจทก์นำสืบก็ตาม โจทก์ก็ยังมีที่ดินต่อจากโรงเรือนพิพาทติดกับคลองพุมเรียงเหลืออีก 3 วา ซึ่งสามารถใช้จอดเรือประมงได้ โดยการหันหัวเรือเข้าหาตลิ่งที่โจทก์ฎีกาว่าการจอดเรือประมงจะต้องให้ตัวเรือขนาดกับชายตลิ่ง ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากถูกโรงเรือนพิพาทบังเพียง 3 วา ไม่พอกับความยาวของตัวเรือ จึงไม่สามารถจอดได้นั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ 3 ว่า การจอดเรือใต้ถุนโรงเรือนพิพาทใช้หัวเรือทิ่มเข้าหาฝั่ง ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความว่าโรงเรือนพิพาทบังหน้าที่ดินโจทก์เพียง 3 วา แต่สามารถนำเรือประมงจอดใต้ถุนโรงเรือนนั้นได้ถึง 2 ลำ เช่นนี้ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้ ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า จำเลยทั้งสามนำเรือประมงของจำเลยมาจอดเทียบหน้าโรงเรือนพิพาท โดยส่วนหัวเรือขนานกับโรงเรือนพิพาท ส่วนท้ายเรือปิดบังหน้าที่ดินของโจทก์ในส่วนที่เหลือจากที่ถูกโรงเรือนพิพาทบัง ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำเรือประมงของโจทก์เข้าจอดหน้าที่ดินของโจทก์ได้นั้นเห็นว่าแม้จะเป็นความจริงดังโจทก์อ้าง เหตุที่โจทก์นำเรือเข้าจอดไม่ได้หาใช่เกิดจากโรงเรือนพิพาทไม่ หากแต่เกิดจากการจอดเรือประมงของจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แม้โรงเรือนพิพาทจะปิดบังหน้าที่ดินของโจทก์ด้านที่ติดคลองพุมเรียงเป็นบางส่วน แต่โจทก์ก็ยังสามารถนำเรือประมงเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายและเดือนร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1337 จึงไม่มีอำนาจที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนพิพาทออกไป คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3424/2533 นาย ไกรรงค์ มีณรงค์ โจทก์ นาย บรรจง สุข ศิริ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ไกรรงค์ มีณรงค์ · จำเลย - นาย บรรจง สุข ศิริ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · สวิน อักขรายุธ · เธียร ยูงทอง
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 401/2518ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2572/2520ฎีกา 451/2531ฎีกา 57/2518ฎีกา 9671-9675/2544ฎีกา 1121/2507ฎีกา 427/2523ฎีกา 1763/2506ฎีกา 2626/2520ฎีกา 15876/2556ฎีกา 3512/2535ฎีกา 2920/2537ฎีกา 387-388/2550ฎีกา 2403/2534ฎีกา 2329/2524ฎีกา 760/2485ฎีกา 3143/2524ฎีกา 1820/2545ฎีกา 350/2522ฎีกา 5929/2548ฎีกา 275-278/2524ฎีกา 1152/2510ฎีกา 1843/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ