⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 472/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลได้ใช้ทางพิพาทเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและโดยเปิดเผยมาเป็นเวลา 10 ปี ย่อมได้มาซึ่งสิทธิภาระจำยอมโดยอายุความ และเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิฟ้องให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำและทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงหรือเสื่อมความสะดวกได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะมากว่า 10 ปี ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ เมื่อจำเลยก่อสร้างกำแพงรุกล้ำทางพิพาท เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวก โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยึดทรัพย์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยรื้อถอนกำแพงเฉพาะส่วนที่รุกล้ำได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 1390 ที่ดินโจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นทางภาระจำยอมในคดีก่อนเป็นคนละแปลงกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงไม่เป็นการยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ถ้าจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภาระจำยอม ก็ให้โจทก์รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการไม่ชอบโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1390 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1401

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๔๘ซึ่งตกอยู่ในวงล้อมของที่ดินแปลงอื่น ๆ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ได้อาศัยเดินผ่านที่ดินตรงรอยต่อระหว่างที่ดินของนางกิริยา ซอแก้ว กับที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะมาเป็นเวลาเกินกว่า ๒๐ ปีแล้ว เป็นทางกว้างประมาณ ๒ เมตร ยาวประมาณ ๑๐ เมตรเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๖ จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ทำรั้วซีเมนต์รุกล้ำเข้าไปในทางภารจำยอม ทำให้การสัญจรไปมาได้รับความลำบาก ขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ทำไว้ในทางภารจำยอมให้หมดสิ้น ถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอนก็ให้โจทก์รื้อถอนเองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดและให้จำเลยจดทะเบียนทางภารจำยอมให้โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องและใบมอบอำนาจไม่ถูกต้อง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่เคยใช้ที่พิพาทเป็นทางภารจำยอม จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้อาศัยเดินชั่วคราวและเป็นทางเดินประมาณ ๕๐ เซนติเมตรตลอดแนว โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้อีกหลายทาง จำเลยทั้งสองเคยบอกกล่าวให้โจทก์และบริวารเลิกใช้ทางเดินพิพาท รั้วที่จำเลยที่ ๒ สร้างขึ้นไม่ได้รุกล้ำทางพิพาท ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๒๒๐/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนทางภารจำยอมในโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๑๒๖ ของจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทก์โดยมีความกว้างรวมทั้งทางพิพาทปัจจุบันเป็นระยะ ๑.๕๐ เมตรโดยตลอดถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมให้หมดสิ้นหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้โจทก์รื้อถอนเอง โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางพิพาทให้ได้ความกว้าง ๑.๕๐ เมตร ตลอดแนวจากที่ดินของโจทก์ไปจดตรอกโรงวัว ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนภารจำยอม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และบริวารได้ใช้ทางพิพาทเดินออกสู่ถนนเจริญกรุงอันเป็นทางสาธารณะมากกว่า ๑๐ ปี ทางพิพาทเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๓๔๘ ของโจทก์โดยอายุความ เมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างกำแพงคอนกรีตบล็อกรุกล้ำทางพิพาทซึ่งเดิมมีความกว้าง ๑.๕๐ เมตร ตลอดแนว เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก โจทก์เจ้าของสามยทรัพย์ก็มีสิทธิฟ้องร้องให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงคอนกรีตบล็อกเฉพาะส่วนที่รุกล้ำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ และมาตรา๑๓๙๐ แม้โจทก์จะเคยฟ้องและถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๐๒๒๐/๒๕๒๖ จำเลยที่ ๒ ซึ่งคัดค้านการถอนฟ้องแบะอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้น และโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒คดีนี้ในระหว่างที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีดังกล่าวก็ตาม แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๒๖ โดยไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีและที่ดินที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นทางภารจำยอมในคดีก่อนก็เป็นคนละแปลงกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงไม่เป็นการยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกัน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้อีกจึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อน แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ถ้าจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมก็ให้โจทก์รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้นเป็นการไม่ชอบโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ ทวิ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมเองโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2533 นางเฮาซี ปัญญาขาว โจทก์ นางมาลี บุญสมปอง ที่ 1 นางกวาย แซ่เจ้า ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเฮาซี ปัญญาขาว · จำเลย - นางมาลี บุญสมปอง ที่ 1 นางกวาย แซ่เจ้า ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อากาศ บำรุงชีพ · ถวิล ทองสว่างรัตน์ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุวรรณ ตระการพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประคนธ์ พันธ์วิชาติกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4415/2528ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา