⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4741/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4741/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา ต้องเป็นคู่ความในคดีนั้นเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

ผู้ที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ต้องเป็นคู่ความในคดีที่ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองนั้น ผู้ร้องสอดเพียงแต่ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.264

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม โดยอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุดของจำเลย และได้ยึดที่ดินของจำเลยรวม ๒ โฉนดไว้แล้ว อยู่ในระหว่างจะนำออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดการพิจารณาคดีหรือเลื่อนการพิจารณาคดีออกไป เนื่องจากผู้ร้องจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องสอดเพื่อฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ก่อน ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและทำการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แล้วพิพากษาว่าที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่ายึดไว้แล้วเป็นของโจทก์ ให้จำเลยเพิกถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และยื่นคำร้องว่า โจทก์กำลังจะโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวข้างต้นให้บุคคลอื่น ซึ่งจะทำให้ผู้ร้องเสียหาย ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังเจ้าพนักงานที่ดินให้ระงับการเพิกถอนชื่อจำเลยออกจากโฉนดที่ดินและระงับการทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดดังกล่าว หรือเพิ่มภาระแก่ที่ดิน จนกว่าศาลสูงจะได้มีคำสั่งให้รับคำร้องสอด ยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีไม่มีเหตุสมควรที่จะสั่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้อง ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค ๔ ลักษณะ ๑ หมวด ๑ โดยเฉพาะตามมาตรา ๒๖๔ ที่ผู้ร้องอ้างอิงบัญญัติว่า "ข้อความในหมวดนี้มิให้ถือว่าห้ามคู่ความในอันที่จะมีคำขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เช่น ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาล ฯลฯ ผู้ที่จะขอได้จึงต้องเป็นคู่ความในคดีที่ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองนั้น ผู้ร้องเพียงแต่ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความ ในขณะยื่นคำร้องผู้ร้องมิใช่คู่ความ จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าวมานี้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4741/2533 นายกิมลุ้ย สัมมา โจทก์ นายสมพงษ์ สิงหพันธุ์ ผู้ร้องสอด นางเฉลียว สุขอุทัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกิมลุ้ย สัมมา · ผู้ร้องสอด - นายสมพงษ์ สิงหพันธุ์ · จำเลย - นางเฉลียว สุขอุทัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สุเทพ กิจสวัสดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตราด · ศาลอุทธรณ์ - นายจเร อำนวยวัฒนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3801/2536ฎีกา 733/2492ฎีกา 4273/2531ฎีกา 14246/2557ฎีกา 7280/2549ฎีกา 4085/2546ฎีกา 2580/2527ฎีกา 2467/2536ฎีกา 920/2524ฎีกา 1079-1080/2495ฎีกา 4309/2534ฎีกา 1565/2530ฎีกา 258/2549ฎีกา 3900/2532ฎีกา 1287/2513ฎีกา 2077/2539ฎีกา 1040/2529ฎีกา 778/2503ฎีกา 8876/2551ฎีกา 1905/2531ฎีกา 377/2523ฎีกา 3282/2536ฎีกา 4592/2539ฎีกา 1023/2479
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา