⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4773/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4773/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตกลงแปลงหนี้ใหม่จากหนี้เดิมมาเป็นหนี้สัญญากู้ โดยมีผู้ค้ำประกัน ย่อมผูกพันผู้กู้และผู้ค้ำประกันตามสัญญาใหม่ แม้ผู้กู้จะอ้างว่าไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้.

ย่อคำพิพากษา

สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ยืมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของโจทก์ไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวจำเลยอื่นในคดีอาญาแล้วถูกศาลสั่ง ขายทอดตลาดไป จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำมาคืนให้โจทก์ได้ จึงยอมใช้เงินเป็นค่าที่ดินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินจึงทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้โดยให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกรณีดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการตกลงแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ค่าที่ดินมาเป็นหนี้สัญญากู้โดย จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองต้องผูกพันตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยที่ 1ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เพื่อไม่ต้องรับผิดตามสัญญาหาได้ไม่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้และรับเงินจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของโจทก์ไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวจำเลยในคดีอาญา แล้วถูกศาลสั่งขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินคืนให้โจทก์ไม่ได้ และไม่มีเงินใช้ให้โจทก์จึงทำสัญญากู้โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน การนำสืบดังกล่าวเป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันว่าเป็นมาอย่างไร ซึ่งโจทก์มีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบนอกฟ้องหรือต่างกับฟ้องไม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.185 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้และรับเงินไปจากโจทก์ ๓๐,๐๐๐ บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้ชำระเงินให้โจทก์ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองคงค้างชำระต้นเงิน๒๕,๐๐๐ บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๕,๔๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กู้เงินและรับเงินตามฟ้องไปจากโจทก์ที่มีสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเนื่องจากจำเลยที่ ๑เอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของโจทก์ไปเป็นหลักประกันตัวจำเลยในคดีอาญาของศาลชั้นต้น แล้วจำเลยดังกล่าวหลบหนีไป ศาลชั้นต้นจึงสั่งยึดทรัพย์หลักประกันแล้วทำการขายทอดตลาด จำเลยที่ ๑ จึงคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ไม่ได้ โจทก์ให้จำเลยที่ ๑เขียนสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ยึดถือไว้โดยมิได้มอบเงินตามสัญญากู้ให้จำเลยที่ ๑ สัญญากู้จึงไม่สมบูรณ์ใช้บังคับจำเลยไม่ได้ ที่จำเลยชำระเงิน ๕,๐๐๐ บาทให้โจทก์ไปนั้น เป็นหน้าที่โดยศีลธรรมของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวน๒๕,๔๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน๒๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ไม่ชำระ ก็ให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทนจนกว่าจะครบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสองมีมูลหนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ยืมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของโจทก์ไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวจำเลยอื่นในคดีอาญา แล้วถูกประกาศกระทรวงสั่งขายทอดตลาดไป จำเลยที่ ๑ไม่สามารถนำมาคืนให้โจทก์ได้จึงยอมใช้เงินเป็นค่าที่ดินให้แก่โจทก์แต่จำเลยที่ ๑ ไม่มีเงินใช้ให้โจทก์ จึงทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้โดยให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันด้วย กรณีดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการตกลงแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ค่าที่ดินมาเป็นหนี้สัญญากู้เงินโดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว ฉะนั้นจำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันนั้นต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เพื่อปฏิเสธไม่ต้องรับผิดตามสัญญาหาได้ไม่ ทั้งนี้โดยผลของการแปลงหนี้นั่นเอง เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามฟ้องได้ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓) ที่ดินของโจทก์ไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวจำเลยอื่นในคดีอาญาแล้วถูกศาลสั่งขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ จำเลยที่ ๑ซื้อที่ดินคืนให้โจทก์ไม่ได้และไม่มีเงินใช้ให้โจทก์ จึงทำสัญญากู้โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันตัวให้โจทก์ไว้นั้น เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันว่าเป็นมาอย่างไรซึ่งโจทก์ก็มีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบนอกฟ้องหรือต่างกับฟ้องดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4773/2533 นายเกิด ศรีบันดิษหรือศรีบัณฑิตย์ โจทก์ นายสุดตา จงรักษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเกิด ศรีบันดิษหรือศรีบัณฑิตย์ · จำเลย - นายสุดตา จงรักษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายศักดิ์ชาย ทรงครุฑ · ศาลอุทธรณ์ - นายจองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3245/2534ฎีกา 170/2546ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 3219/2534ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1360/2544ฎีกา 794/2509ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4007/2552ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 156/2513ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา