⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1031/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1031/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อบุคคลภายนอกแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์แห่งสัญญาแล้ว บุคคลภายนอกนั้นย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่ตนได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยจ้างโรงกลั่นน้ำมันทหาร (บางจาก) ผลิตน้ำมันเบนซินให้จำเลยโดยการผสมน้ำมันกับสารบางชนิด ทำให้เป็นน้ำมันเบนซินและเบนซินพิเศษ เป็นการร่วมกับโรงกลั่นน้ำมันทหาร (บางจาก)ประกอบอุตสาหกรรมน้ำมัน และจำเลยทำสัญญาไว้กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยว่า จำเลยจะเป็นผู้ชำระภาษีและส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามจำนวนน้ำมันเบนซินที่ผลิตได้โดยชำระให้แก่โจทก์ สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่คู่สัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และหลังจากทำสัญญาโจทก์ก็รับชำระเงินจากจำเลย ถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์แห่งสัญญาแล้วต่อมาจำเลยไม่ชำระเงินเข้ากองทุนตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ เพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมันได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 374.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.374

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 38,060,056.41 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า วันที่ 26 กรกฎาคม 2525 จำเลยไม่ได้เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมน้ำมันเบนซินเพราะทางการห้ามไม่ให้ผลิตสัญญาฉบับที่จำเลยทำกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นสัญญาจ้างทำของที่จำเลยจ้างโรงกลั่นน้ำมันทหารผลิตน้ำมันเบนซินให้จำเลยโดยจำเลยนำสารและส่วนประกอบน้ำมันหลายอย่างที่ไม่ใช่น้ำมันเบนซินให้โรงกลั่นน้ำมันทหารเป็นผู้ทำการผลิต จำเลยไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือร่วมผลิต จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการเสียภาษีน้ำมันเบนซินและผลิตภัณฑ์ น้ำมันเบนซินและไม่มีหน้าที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามฟ้องของโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระดอกเบี้ยในการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันล่าช้าจึงไม่ชอบในสัญญาปฏิบัติกรรมผสมปิโตรเลียมที่จำเลยว่าจ้างโรงกลั่นน้ำมันทหารที่ระบุว่าจำเลยจะเป็นผู้จ่ายค่าภาษีเกี่ยวกับน้ำมันเบนซินที่ผู้รับจ้างผลิตผลิตให้ตามสัญญาและรวมถึงจ่ายเงินที่ต้องส่งเข้ากองทุนน้ำมันก็เป็นเพียงข้อตกลงที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตเช่นเดียวกับค่าจ้าง และค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ๆ ข้อตกลงนี้ไม่ได้ทำให้จำเลยกลายเป็นผู้ผลิต หรือผู้ร่วมประกอบอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันเบนซินตามกฎหมาย ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 38,060,056.41 บาทให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... "ประเด็นต่อไปมีว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันและผิดนัดไม่ส่งเงินเข้ากองทุนหรือไม่กับต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวจำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระให้โจทก์แต่ยอมรับว่าจำเลยได้ทำสัญญากับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้โรงกลั่นน้ำมันทหาร (บางจาก) ผลิตน้ำมันเบนซินให้จำเลย ปัญหาจะต้องวินิจฉัยประการแรกจึงมีว่าจำเลยต้องผูกพันชำระเงินเข้ากองทุนตามสัญญาหรือมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินเข้ากองทุนน้ำมันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาโดยบรรยายฟ้องว่ามีสัญญาระหว่างการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้จัดการฝ่ายการตลาดของโรงกลั่นน้ำมันทหาร (บางจาก) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมน้ำมันกับจำเลยโดยจำเลยตกลงให้โรงกลั่นน้ำมันผลิตน้ำมันเบนซินให้จำเลยด้วยการผสมน้ำมันกับสารบางชนิดให้เป็นน้ำมันเบนซินและเบนซินพิเศษเป็นการร่วมกับโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวประกอบอุตสาหกรรมน้ำมัน จำเลยตกลงเป็นผู้ชำระภาษีและส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามจำนวนน้ำมันเบนซินที่ผลิตได้ และโจทก์เป็นผู้รับชำระภาษีกับเงินกองทุนน้ำมันโดยหน้าที่ตามกฎหมายและโดยข้อสัญญาระหว่างการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยกับจำเลย ฟ้องดังกล่าวจึงเป็นฟ้องให้บังคับจำเลยโดยอาศัยมูลหนี้เกิดจากสัญญา เมื่อจำเลยให้การยอมรับว่าทำสัญญากับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจริง จำเลยจึงมีความผูกพันและต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าว ปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3ข้อ 7 ระบุว่า บรรดาภาษีอากรที่เกี่ยวกับน้ำมันเบนซินสำเร็จรูปที่การปิโตรเลียมได้ผสมให้เอสโซ่ตามสัญญานี้ เช่นภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งเรียกเก็บโดยกรมสรรพสามิต และเงินส่งเข้ากองทุนหรือเงินชดเชยที่รับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เอสโซ่ตกลงจะเป็นผู้ชำระและส่งเงินเข้ากองทุน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาตกลงกันว่าจะชำระหนี้ให้กรมสรรพสามิตซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ฉะนั้น กรมสรรพสามิตโจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 374 เมื่อข้อเท็จจริงในทางนำสืบของคู่ความยอมรับกันว่านับแต่ทำสัญญากันแล้วจำเลยเป็นผู้ชำระภาษีและส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันให้โจทก์รับชำระไว้ตลอดมา จึงถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาแก่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้แล้วว่า โจทก์ถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นนับแต่จำเลยเริ่มปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจเรียกให้จำเลยส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันได้ตลอดเวลาที่สัญญายังมีผลบังคับกันอยู่..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1031/2534 กรมสรรพสามิต โจทก์ บริษัท เอสโซ่แสตนดาร์ด ประเทศ ไทย จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพสามิต · จำเลย - บริษัท เอสโซ่แสตนดาร์ด ประเทศ ไทย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประจักษ์ พุทธิสมบัติ · นิเวศน์ คำผอง · ยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 10166/2539ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 4873/2528ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1084/2539ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 72/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ