⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1957/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1957/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาฟังได้ความในคดีอาญา ไม่ผูกพันจำเลยในคดีแพ่งที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในฐานะนายจ้าง โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตาย.

ย่อคำพิพากษา

ศาลอาญาพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีแพ่งให้ร่วมรับผิดกับ จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้าง ข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตาย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ได้ความสมฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างพนักงานขับรถหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อในทางการที่จ้างหรือในกิจการของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวทับรถจักรยานยนต์เสียหายและทับนายสุชินทับห่วง บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 437,780 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนและไม่ได้กระทำในทางการที่จ้างหรือในกิจการของจำเลยที่ 2 แต่เป็นผู้เช่ารถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถยนต์บรรทุกชนนายสุชิน และมิได้ขับรถยนต์บรรทุกโดยประมาทขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2และขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างโดยความประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่นายสุชิน ทับห่วง บุตรโจทก์ขับมาเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์นั้นเสียหาย และนายสุชินถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นต่อโจทก์ผู้เป็นมารดาของนายสุชิน พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 225,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (6 ธันวาคม 2527)จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 2เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด รถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหมายเลขทะเบียน 80-0565 ยโสธร เป็นของจำเลยที่ 2 นายสุชิน ทับห่วง ผู้ตายเป็นบุตรของโจทก์ ก่อนตายผู้ตายยังเป็นโสดและอาศัยอยู่กับโจทก์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2527 ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ซึ่งเช่าซื้อมาไปตามถนนสุขุมวิทถึงบริเวณปากซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร ได้ถูกรถยนต์เฉี่ยวชนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-0565ยโสธรของจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และแจ้งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวชนผู้ตายถึงแก่ความตายต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่น (นายสุชิน ทับห่วง) ถึงแก่ความตาย และความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 2 เดือน ปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามข้อฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80-0565ยโสธร ของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 มิได้ขับรถชนจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับและมิได้ขับรถโดยประมาท โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่โจทก์มิได้อ้างหรือนำนายประยนต์ นกทองและนางอุไรวรรณ บินมา ประจักษ์พยานในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 21834/2527หมายเลขแดงที่ 27399/2527 ของศาลอาญา ที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาขับรถประมาทชนรถผู้อื่นเสียหายและเป็นเหตุให้ผู้อื่น(นายสุชิน ทับห่วง) ถึงแก่ความตาย และความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก และศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไปแล้วมาเบิกความให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายไปคำเบิกความของตัวโจทก์ นายสมศักดิ์ พี่ชายผู้ตาย นางสาวสุรีย์น้องสาวผู้ตาย และนายพีรพลเพื่อนผู้ตายพยานโจทก์ต่างก็มิได้รู้เห็นเหตุการณ์ที่ผู้ตายถูกรถชนแต่อย่างใด ส่วนคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจหลง มีวิริยะกุล จ่าสิบตำรวจสิทธิชัย แจ้งลุสุขเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรอยู่ปากซอยสุขุมวิท 62 และร้อยตำรวจเอกอารักษ์ ชินโชติ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล พระโขนง พยานโจทก์ต่างก็เบิกความว่าได้รับแจ้งจากผู้อื่นว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกชนผู้ตาย มิได้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ผู้ตายถูกรถชนเช่นเดียวกัน แม้ว่าจ่าสิบตำรวจหลงเบิกความว่าได้ขับรถจักรยานยนต์ตามรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1ขับไปทันที่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 101 และจับกุมจำเลยที่ 1 ได้และร้อยตำรวจเอกอารักษ์เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1ให้การรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 เพื่อไปบรรทุกสินค้าที่บางนาหรือสมุทรปราการ แต่มาเกิดเหตุเสียก่อน ซึ่งเป็นทำนองว่าขับรถชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้รับว่าขับรถโดยประมาทไม่ แม้โจทก์จะอ้างสำเนาคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และสำเนาคำพิพากษาศาลอาญาตามเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้วมาเป็นพยานคดีนี้ แต่ข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวก็หาได้มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายและไม่ได้ขับรถโดยประมาท และโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ได้ความสมฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1957/2534 นาง อรุณ ทับห่ วง โจทก์ นาย ปัญญา ลี้ตระกูล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง อรุณ ทับห่ วง · จำเลย - นาย ปัญญา ลี้ตระกูล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2135/2518ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 848/2534ฎีกา 533/2521ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4484/2536ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521ฎีกา 2404/2530ฎีกา 960/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ