คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3436/2534
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย หรือการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ ถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี
ย่อคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยเป็นการแก้ไขเล็กน้อยเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาว่า ส. ภริยาจำเลยซึ่งเป็นบุตรของผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปจำนำแก่ ค. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกมิใช่ความผิดฐานลักทรัพย์และสัญญายอมใช้ค่าเสียหายระหว่าง จ. บิดาจำเลยกับผู้เสียหายเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปเป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้นก็เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังนี้ ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525มาตรา 11 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 วรรคแรก (ที่ถูกมาตรา 335(8) วรรคแรก ให้จำคุก 3 ปีจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาว่านางสมบัติ เชิดโสม ภริยาจำเลยซึ่งเป็นบุตรของผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปจำนำแก่นายคง โกกะพันธ์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ และสัญญายอมใช้ค่าเสียหายระหว่างนายจันทร์ เชิดโสม บิดาของจำเลยกับผู้เสียหายเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปนั้นเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังมาว่าจำเลยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปโดยพลการอันเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั่นเองและที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้นก็เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันฎีกาของจำเลยทุกข้อจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกฎีกาของจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3436/2534
พนักงานอัยการ จังหวัด ยโสธร โจทก์
นาย อดุลย์ เชิดโ สม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ยโสธร · จำเลย - นาย อดุลย์ เชิดโ สม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมพงษ์ สนธิเณร · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · สัญชัย สิงหลกะ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ