⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 483/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2534

ป.พ.พ. ม.5, 164, 383 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.55, 93, 148 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ให้เช่าซื้อไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อขณะทำสัญญา หากสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้เช่าซื้อได้เมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทมาจาก ท. แล้วจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน แม้ขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทที่ให้เช่าซื้อแต่ ท. ยอมให้โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกให้ผู้อื่นเช่าซื้อได้และโจทก์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ได้หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา จำเลยที่ 1ต้องผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อ จะอ้างว่าขณะทำสัญญาโจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ จึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ จำเลยทั้งสองมิได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง จึงเป็นการอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวไว้ชัดแจ้งในอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์มีอำนาจไม่รับวินิจฉัยได้ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกา ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาทกับค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์พิพาทไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่นจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 การที่จะพิจารณาให้คู่ความใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ ของศาลโดยคำนึงถึงเหตุผลและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.93 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.421 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.567 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.574 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.798

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.93 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียงงวดที่หนึ่งและงวดที่สองอีกบางส่วน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มิได้นำเงินมาชำระอีกเลย โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 และได้ติดตามยึดรถยนต์พิพาทกลับคืนมา โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าเสื่อมสภาพรถยนต์จำนวน 100,000 บาท โจทก์ต้องทำการซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่เพื่อให้ใช้งานได้ดีคิดเป็นเงิน2,932.17 บาท และค่าปรับในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี คิดเป็นเงินจำนวน 7,851.75 บาท ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด หากโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเฉลี่ยวันละ 300 บาท เป็นค่าเสียหายในส่วนนี้จำนวน 72,900 บาท และโจทก์ติดตามยึดรถยนต์พิพาทกลับคืนมา เสียค่าใช้จ่ายจำนวน 5,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 188,683.93 บาทขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 188,683.93 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่นิติบุคคล ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายฟ้องว่ารถยนต์พิพาทเลขทะเบียนเท่าใด และโจทก์มีกรรมสิทธิ์อย่างไร เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2524 พนักงานโจทก์มาไต่ถามจำเลยที่ 1 และว่ารถยนต์บรรทุกยี่ห้อฮีโน หกล้อบริษัทฮีโน่มอเตอร์เซลส์ จำกัด ให้เช่าซื้อในราคา 520,000 บาทถ้าต้องการเช่าซื้อทางบริษัทของรถให้วางเงินมัดจำ 5,000 บาท และชำระเงินดาวน์อีก 75,000 บาท ในการชำระเงินแต่ละครั้งเพื่อความสะดวกให้จำเลยชำระผ่านโจทก์โจทก์จะเป้นผู้จัดส่งให้แก่บริษัทเจ้าของรถ ส่วนรถนั้นบริษัทจะจัดส่งผ่านมาทางโจทก์ให้จำเลยไปรับมอบในตอนหลัง จำเลยทั้งสองตกลงตามที่พนักงานของโจทก์แนะนำจำเลยได้ชำระเงินมัดจำและเงินดาวน์ให้แก่โจทก์รับไปรวมทั้งสิ้น 80,000บาท และได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์อีกหลายงวด งวดละ 14,500บาท รวมเป็นเงิน 43,500 บาท เมื่อรวมกับเงินมัดจำและเงินดาวน์จำนวน 80,000 บาท และค่าประกันจำนวน 15,500 บาท เป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ไปทั้งสิ้น 139,000 บาท จำเลยที่ 1 มิได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ต่อมาพนักงานของโจทก์ได้มายึดรถยนต์พิพาทกลับคืนไป จำเลยที่ 1 ได้ใช้งานรถยนต์พิพาทเพียงระยะเวลาอันสั้นยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก ไม่ชำรุดทุดโทรมหรือเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับค่าติดตามค่าเสื่อมสภาพ ค่าซ่อมแซม ค่าอะไหล่ และค่าปรับตลอดทั้งค่าขาดประโยชน์ หากโจทก์เสียหาย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาก็สูงเกินความจริงทั้งค่าปรับในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีนั้น จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะมิได้กำหนดว่าจะคิดจากจำนวนเงินยอดใดโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอาศัยมูลเหตุจากสัญญาเช่าซื้อซึ่งในลักษณะเช่าซื้อ มิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติในลักษณะเช่าทรัพย์ซึ่งมีอายุความ 6 เดือนมาใช้บังคับ แต่โจทก์มาฟ้องเมื่อเกิน 6 เดือนคดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 23,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ให้นายถนัดดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ ปรากฏตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.3 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 1 ชำระเงินมัดจำและเงินดาวน์ให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 80,000 บาท และชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียงบางงวดต่อมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2525 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์พิพาทคืนมาได้ จำเลยทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นการไม่ชอบของศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวด้วยนั้นปัญหานี้จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้คดีว่าเมื่อระหว่างเดือนตุลาคม2525 จำเลยที่ 1 ต้องการจะเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกยี่ห้อฮีโน่หกล้อพนักงานโจทก์มาไต่ถามจำเลยที่ 1 และว่ารถยนต์ยี่ห้อดังกล่าวบริษัทฮีโน่มอเตอร์เซลส์ จำกัด ให้เช่าซื้อในราคา 520,000 บาท ถ้าต้องการเช่าซื้อทางบริษัทเจ้าของรถให้วางเงินมัดจำ 5,000 บาท และชำระเงินดาวน์อีก 75,000 บาท ในการชำระเงินแต่ละครั้งเพื่อความสะดวกให้จำเลยชำระผ่านโจทก์ โจทก์จะเป็นผู้จัดส่งให้แก่บริษัทเจ้าของรถ ส่วนรถนั้นบริษัทจะจัดส่งผ่านมาทางโจทก์ให้จำเลยไปรับมอบในตอนหลังจำเลยทั้งสองตกลงตามที่พนักงานของโจทก์แนะนำต่อมาพนักงานของโจทก์ได้นำเอาแบบพิมพ์บางส่วนของสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน โดยยังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ ให้จำเลยที่ 1ลงชื่อในช่องผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันอย่างละ 2 ชุด และบอกว่าจะส่งสัญญานี้ไปให้บริษัทเจ้าของรถ จำเลยได้ชำระเงินมัดจำและเงินดาวน์ให้แก่โจทก์รับไปรวมทั้งสิ้น 80,000 บาและรถยนต์คันดังกล่าวนั้นเจ้าของได้ส่งผ่านโจทก์มอบให้แก่จำเลยศาลฎีกาเห็นว่า คำให้การดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นการยกข้อต่อสู้ไว้แล้วว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาท ซึ่งชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้วินิจฉัยเพียงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจึงมีอำนาจฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยเรื่องโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทหรือไม่ อันจะเป็นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การปรับบทกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ตามที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นไม่รับวินิจฉัยนั้น จึงไม่ชอบ ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัย แต่โจทก์และจำเลยทั้งสองได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ได้ความจากนายถนัดพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทมาจากบริษัทไทยฮีโน่มอเตอร์เซลส์ จำกัด ในขณะโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาทนั้นโจทก์ยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบ ปัจจุบันโจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อเรียบร้อยแล้วตามสำเนาใบรับเงินเอกสารหมาย จ.5 ระหว่างสัญญาเช่าซื้อบริษัทดังกล่าวได้ยอมให้โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกให้ผู้อื่นเช่าซื้อได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีหากจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทครบ โจทก์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้เมื่อโจทก์ยึดรถยนต์พิพาทกลับคืนมา โจทก์ได้ขายให้แก่ผู้อื่นไปแล้วในราคา 350,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ เห็นว่าจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์โจทก์จึงไม่ได้กระทำการแทนบริษัทไทยฮีโน่มอเตอร์เซลส์ จำกัด ดังคำให้การของจำเลยทั้งสอง โจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยทั้งสอง แม้ขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทที่ให้เช่าซื้อก็ตาม แต่บริษัทไทยฮีโน่มอเตอร์เซลส์ จำกัด ยอมให้โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกให้ผู้อื่นเช่าซื้อได้ และโจทก์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา ดังนี้จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะกลับมาอ้างว่าขณะทำสัญญาโจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ จึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเป็นการไม่ชอบ ขอศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวใหม่ด้วย เห็นว่า จำเลยทั้งสองมิได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้ไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง จึงเป็นการอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวไว้แจ้งชตัดในอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์มีอำนาจไม่รับวินิจฉัยได้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปอีกว่า มูลคดีของโจทก์อาศัยเหตุจากโจทก์อ้างว่า ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาทมา ซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาอันเป็นสัญญาประธาน จึงต้องถืออายุความตามสัญญาประธาน ซึ่งมีบทบัญญัติเรื่องอายุความเกี่ยวกับเอกเทศสัญญาไว้เฉพาะ โดยมีกำหนดอายุควา 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 เมื่อค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาทกับค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์พิพาทอาศัยเหตุจากสัญญาประธาน ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นส่วนอุปกรณ์เท่านั้น อายุความจึงต้องมีกำหนด 6 เดือน ค่าเสียหายดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาทกับค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์พิพาท ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 หาใช่มีอายุความ 6 เดือนดังจำเลยทั้งสองฎีกาไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปอีกว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาทที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดสูงเกินไป ส่วนค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์พิพาทและค่าปรับเป็นเรื่องของโจทก์เองจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจนถึงวันที่โจทก์ติดตามยึดรถยนต์พิพาทกลับคืนมาเป็นเวลากว่า 8 เดือน ระหว่างนั้นโจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาทและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถยนต์พิพาทกลับคืนมา ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาท 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์พิพาท 1,000 บาท เบี้ยปรับ 2,000 บาทนั้น เหมาะสมแล้ว จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นประกานสุดท้ายว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความ 7,000 บาทแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น แต่ศาลไม่คำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดี เพราะคดีนี้โจทก์ชนะคดีไม่เต็มฟ้องนั้นเห็นว่าการที่จะพิจารณาให้คู่ความใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุผลและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 และศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจในเรื่องนี้เหมาะสมแล้ว..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2534 บริษัท ชาน นท์ จำกัด โจทก์ นาย ทศ ศ รี ไทย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ชาน นท์ จำกัด · จำเลย - นาย ทศ ศ รี ไทย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1079/2497ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1083/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 605/2511ฎีกา 8735/2542ฎีกา 4873/2528ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ