⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 513/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งความอันเป็นเท็จเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ตนเองไม่มีสิทธิ และการเบิกความเท็จในคดีเดียวกันสองครั้ง ถือเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ 2 กระทงฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ฐานเบิกความเท็จอีก 2 กระทงฐานแจ้งความเท็จกระทงแรกจำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารปลอมกับแจ้งความเท็จกระทงหลังให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมจำคุก 2 ปี ฐานเบิกความเท็จจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมเป็นโทษจำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอม กระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และจำเลยมีความผิดฐานเบิกความเท็จกระทงเดียวจำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก 8 เดือน เป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและเบิกความเท็จจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรก แม้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในความผิดฐานแจ้งความเท็จและยังไม่ได้ชี้ขาดข้อเท็จจริงว่าข้อความที่จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจโทป. เป็นเท็จหรือไม่ แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา การที่จำเลยไปแจ้งความว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยทั้งที่ความจริงโจทก์ออกเช็คให้แก่ ว. ทำให้จำเลยกลายเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ การแจ้งความดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ การที่จำเลยเบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาแม้จะเป็นการเบิกความคนละคราว แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ โจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ร่วม สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 90, 91, 137, 172, 173, 174, 175, 177, 264 และ 268 กับริบเอกสารปลอม สำนวนหลังโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 172, 264, 268 สำนวนแรกศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 รวม 2 กระทง ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 264, 268 ฐานเบิกความเท็จตามมาตรา177 วรรคสอง อีก 2 กระทง ความผิดฐานแจ้งความเท็จกระทงแรก จำคุก1 ปี สำหรับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมกับความผิดฐานแจ้งความเท็จกระทงหลังเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมโทษจำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ริบเอกสารปลอมคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 กระทงหนึ่งจำคุก 6 เดือน และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง กระทงเดียวจำคุก 6 เดือนรวมเป็นจำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยที่ 1จำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1มีความผิดฐานแจ้งความเท็จรวมสองกระทง ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ฐานเบิกความเท็จอีกสองกระทง ฐานแจ้งความเท็จ กระทงแรกจำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมกระทงเดียว และฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานแจ้งความเท็จกระทงหลังให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมจำคุก 2 ปี ฐานเบิกความเท็จจำคุกกระทงละ3 ปี รวมเป็นโทษจำคุกทั้งหมด 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารปลอมกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเบิกความเท็จกระทงเดียวจำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 เดือนเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน5 ปี ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและเบิกความเท็จจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยที่ 1ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนโดยอ้างว่านางวิไลยินยอมให้พิมพ์ลายนิ้วมือลงในหนังสือมอบอำนาจ และพยานโจทก์เบิกความขัดกับพยานหลักฐานที่ตนทำนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังไปแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ว่า ปัญหาว่าจำเลยที่ 1หรือนางวิไลเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทนั้น โจทก์ไม่นำสืบให้ชัดเจน การที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่านางวิไลมาแลกเงินสดก็ดี หรือให้เช็คก็ดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นความเท็จนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกันจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาเป็นประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อหาที่จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จต่อร้อยตำรวจโทประสิทธิ์ ปิยะมงคล พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลวัดรวกนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้ชี้ขาดข้อเท็จจริงว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อร้อยตำรวจโทประสิทธิ์เป็นเท็จหรือไม่ ดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาปัญหานี้เสียก่อน ฯลฯ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งที่ความจริงโจทก์ออกเช็คให้แก่นางวิไลซึ่งหากจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งความดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ได้ การแจ้งความของจำเลยที่ 1ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จอีกกระทงหนึ่ง ฯลฯ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณาเป็นความผิดสองกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือชั้นไต่สวนมูลฟ้องครั้งหนึ่งกับชั้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวกัน แต่ก็เป็นเพียงนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุอันเดียวกันมากล่าวอีกครั้งหนึ่งตามครรลองของเรื่องโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ในข้อหานี้ 4 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2534 นาย มา นะชัย พิพัฒน์รัตนมณี โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ พนักงานอัยการ ศาลแขวง ธนบุ รี โจทก์ นาย ประคอง ฟอง เหม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย มา นะชัย พิพัฒน์รัตนมณี · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - พนักงานอัยการ ศาลแขวง ธนบุ รี · จำเลย - นาย ประคอง ฟอง เหม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 5305/2539ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1638/2492ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 284/2507ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1166/2491ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 1386/2521ฎีกา 203/2511ฎีกา 674/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา