⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 513/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2534

ป.อาญา ม.90, 172, 177 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.15, 218

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งความอันเป็นเท็จเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ตนเองไม่มีสิทธิ และการเบิกความเท็จในคดีเดียวกันสองครั้ง ถือเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ 2 กระทงฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ฐานเบิกความเท็จอีก 2 กระทงฐานแจ้งความเท็จกระทงแรกจำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารปลอมกับแจ้งความเท็จกระทงหลังให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมจำคุก 2 ปี ฐานเบิกความเท็จจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมเป็นโทษจำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอม กระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และจำเลยมีความผิดฐานเบิกความเท็จกระทงเดียวจำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก 8 เดือน เป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและเบิกความเท็จจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรก แม้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในความผิดฐานแจ้งความเท็จและยังไม่ได้ชี้ขาดข้อเท็จจริงว่าข้อความที่จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจโทป. เป็นเท็จหรือไม่ แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา การที่จำเลยไปแจ้งความว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยทั้งที่ความจริงโจทก์ออกเช็คให้แก่ ว. ทำให้จำเลยกลายเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ การแจ้งความดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ การที่จำเลยเบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาแม้จะเป็นการเบิกความคนละคราว แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ โจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ร่วม สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 90, 91, 137, 172, 173, 174, 175, 177, 264 และ 268 กับริบเอกสารปลอม สำนวนหลังโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 172, 264, 268 สำนวนแรกศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 รวม 2 กระทง ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 264, 268 ฐานเบิกความเท็จตามมาตรา177 วรรคสอง อีก 2 กระทง ความผิดฐานแจ้งความเท็จกระทงแรก จำคุก1 ปี สำหรับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมกับความผิดฐานแจ้งความเท็จกระทงหลังเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมโทษจำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ริบเอกสารปลอมคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 กระทงหนึ่งจำคุก 6 เดือน และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง กระทงเดียวจำคุก 6 เดือนรวมเป็นจำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยที่ 1จำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1มีความผิดฐานแจ้งความเท็จรวมสองกระทง ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ฐานเบิกความเท็จอีกสองกระทง ฐานแจ้งความเท็จ กระทงแรกจำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมกระทงเดียว และฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานแจ้งความเท็จกระทงหลังให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมจำคุก 2 ปี ฐานเบิกความเท็จจำคุกกระทงละ3 ปี รวมเป็นโทษจำคุกทั้งหมด 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารปลอมกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเบิกความเท็จกระทงเดียวจำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 เดือนเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน5 ปี ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและเบิกความเท็จจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยที่ 1ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนโดยอ้างว่านางวิไลยินยอมให้พิมพ์ลายนิ้วมือลงในหนังสือมอบอำนาจ และพยานโจทก์เบิกความขัดกับพยานหลักฐานที่ตนทำนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังไปแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ว่า ปัญหาว่าจำเลยที่ 1หรือนางวิไลเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทนั้น โจทก์ไม่นำสืบให้ชัดเจน การที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่านางวิไลมาแลกเงินสดก็ดี หรือให้เช็คก็ดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นความเท็จนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกันจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาเป็นประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อหาที่จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จต่อร้อยตำรวจโทประสิทธิ์ ปิยะมงคล พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลวัดรวกนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้ชี้ขาดข้อเท็จจริงว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อร้อยตำรวจโทประสิทธิ์เป็นเท็จหรือไม่ ดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาปัญหานี้เสียก่อน ฯลฯ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งที่ความจริงโจทก์ออกเช็คให้แก่นางวิไลซึ่งหากจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งความดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ได้ การแจ้งความของจำเลยที่ 1ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จอีกกระทงหนึ่ง ฯลฯ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณาเป็นความผิดสองกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือชั้นไต่สวนมูลฟ้องครั้งหนึ่งกับชั้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวกัน แต่ก็เป็นเพียงนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุอันเดียวกันมากล่าวอีกครั้งหนึ่งตามครรลองของเรื่องโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ในข้อหานี้ 4 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2534 นาย มา นะชัย พิพัฒน์รัตนมณี โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ พนักงานอัยการ ศาลแขวง ธนบุ รี โจทก์ นาย ประคอง ฟอง เหม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย มา นะชัย พิพัฒน์รัตนมณี · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - พนักงานอัยการ ศาลแขวง ธนบุ รี · จำเลย - นาย ประคอง ฟอง เหม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 9026/2553ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 5305/2539ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1638/2492ฎีกา 917/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 284/2507ฎีกา 6321/2544ฎีกา 960/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา