⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5458/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5458/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลภาษีอากร การที่ศาลแพ่งสั่งไม่รับคำฟ้องเนื่องจากขาดเขตอำนาจศาล เป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความ ผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจสั่งได้

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าฝ่ายจำเลยแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โดยจำเลยเห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนตามกฎหมาย โจทก์โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนนั้น ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนตามที่จำเลยแจ้งแก่โจทก์ดังนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 7(2) ประกอบด้วยมาตรา 3 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาล คดีโจทก์มิใช่เป็นคดีแพ่งลักษณะละเมิดศาลแพ่งจึงไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีโจทก์ ตามมาตรา 10วรรคแรก การที่ศาลแพ่งสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เพราะสิทธิของโจทก์ถูกกำจัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลจึงเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18ไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ผู้พิพากษานายเดียวย่อมมีอำนาจสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 21(2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.21 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.3 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.7 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.10 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.31 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นข้าราชการประจำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตยานนาวา จำเลยที่ 3ดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2530จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2525-2527 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2ทราบว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินและโรงเรือนและมิได้เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์แต่อย่างใด โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่แจ้งไป ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำหลักฐานไปแสดงภายใน 7 วัน ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนพิพาท โจทก์ได้ส่งหลักฐานไปให้จำเลยที่ 2 เพื่อตรวจสอบ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือใบแจ้งคำชี้ขาดกำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับผิดเสียภาษีสำหรับโรงเรือนดังกล่าว ซึ่งใบแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำแทนจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อมิได้ตรวจสอบหลักฐานเพื่อกำหนดให้บุคคลผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้ถูกต้องตามความเป็นจริงแต่กลับใช้สิทธิตามอำนาจหน้าที่กำหนดให้โจทก์ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นผู้รับประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินนี้ซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามฟ้องจากโจทก์และให้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแพ่ง จึงไม่ประทับฟ้องไว้พิจารณาคืนค่าขึ้นศาลตามระเบียบ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องประกอบกับเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์นั้นกล่าวอ้างว่าฝ่ายจำเลยแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โดยจำเลยเห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 228/1 ถนนรัชดาภิเษกแขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนตามกฎหมาย แต่โจทก์ไม่ได้ชำระภาษีโรงเรือนปี 2525-2527 โจทก์โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนนั้น ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนตามที่จำเลยแจ้งแก่โจทก์ ดังนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7(2)ประกอบด้วยมาตรา 3 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาล คดีโจทก์จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง คดีโจทก์มิใช่เป็นคดีแพ่งลักษณะละเมิดตามที่โจทก์ฎีกาศาลแพ่งจึงไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 10 วรรคแรก และการที่ศาลแพ่งสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เพราะสิทธิของโจทก์ถูกกำจัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลจึงเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ผู้พิพากษานายเดียวย่อมมีอำนาจสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 21(2) พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5458/2534 นาย ทวี ศักดิ์ อัศวกุล โจทก์ กรุงเทพมหานคร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ทวี ศักดิ์ อัศวกุล · จำเลย - กรุงเทพมหานคร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม มั่งมีดี · พนม พ่วงภิญโญ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3198/2543ฎีกา 1658/2547ฎีกา 1106/2501ฎีกา 5389/2549ฎีกา 2351/2525ฎีกา 6432/2548ฎีกา 3924/2539ฎีกา 1793/2549ฎีกา 631/2541ฎีกา 305/2511ฎีกา 1858-1859/2515ฎีกา 130/2538ฎีกา 3409/2554ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา