⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5542/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5542/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวเพื่อถวายการอารักขาแด่องค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และหากลูกจ้างทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้วและมิได้ทักท้วง ถือว่านายจ้างไม่ได้ผิดสัญญาและลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย.

ย่อคำพิพากษา

ที่จำเลยสั่งให้โจทก์หยุดงานชั่วคราวก็เพื่อถวายการอารักขาแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ คำสั่งจำเลยที่ให้โจทก์หยุดงานชั่วคราว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ย่อมต้องทราบดีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาว่า องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เป็นประจำทุกปี ทั้งเมื่อได้รับคำสั่งให้หยุดงานชั่วคราว โจทก์มิได้ ทักท้วงหรือโต้แย้งแต่ประการใด จะถือว่าจำเลยผิดสัญญาโดยไม่จัดการ หรืออำนวยความสะดวกให้โจทก์เข้าทำงานก่อสร้างตามสัญญาเป็นการ ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอัน เกิดจากคำสั่งของจำเลย ดังกล่าวนั้นได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.215

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้าง ค่าอุปกรณ์และค่าเสียหายจำนวน 18,198,234.78 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยได้ชำระค่าจ้างก่อสร้างรั้ว และค่าซื้อสิ่งของตามสัญญาซื้อขายระบบสัญญาณเตือนภัยอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งค่าก่อสร้างแก้ไขเพิ่มเติมพระตำหนักทั้ง 3 แห่งให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขณะทำสัญญาว่าจ้าง โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่า จะต้องหยุดงานก่อสร้างชั่วคราวในช่วงระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จประทับ ณ พระตำหนักต่าง ๆ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการหยุดงานชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า...เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2521 จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างรั้วกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อการติดตั้งเครื่องสัญญาณเกี่ยวกับระบบสัญญาณเตือนภัยอิเล็กทรอนิกส์ ที่พระตำหนัก 4 แห่ง คือพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์และพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โดยโจทก์ต้องทำงานให้เสร็จเรียบร้อยและส่งมอบงานแต่ละแห่งให้แก่จำเลยภายใน 420 วัน,330 วัน, 330 วัน และ 270 วัน ตามลำดับ นับแต่วันที่จำเลยกำหนดให้ลงมือทำงานได้ ตกลงค่าจ้างรวม 81,647,000 บาท รายละเอียดปรากฏตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.3 และแบบแปลนต่อท้ายสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.57, จ.58 และ จ.59 และในวันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาซื้อระบบสัญญาณเตือนภัยอิเล็กทรอนิกส์ 4 ชุด พร้อมด้วยอุปกรณ์สำหรับติดตั้งที่พระตำหนักทั้ง 4 แห่ง ในราคา 23,885,000 บาทรายละเอียดปรากฏตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 เมื่อทำสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ลงมือทำการก่อสร้างที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์จังหวัดเชียงใหม่ และที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนครตามลำดับ สำหรับพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน กรุงเทพมหานคร นั้นจำเลยให้งดการก่อสร้าง และโจทก์ได้ลดราคาค่าก่อสร้างให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว ในระหว่างทำการก่อสร้างพระตำหนักทั้ง 3 แห่งจำเลยสั่งให้โจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมงานก่อสร้างรายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.7, จ.17 ถึง จ.20 และ จ.22... ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า การที่จำเลยสั่งให้โจทก์หยุดทำงานในระหว่างที่โจทก์กำลังดำเนินการก่อสร้าง ถือว่าจำเลยผิดสัญญา โดยไม่จัดการหรืออำนวยความสะดวกให้โจทก์ได้เข้าไปทำงานก่อสร้างตามสัญญา เป็นการไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215หรือไม่นั้น เห็นว่า ที่จำเลยสั่งให้โจทก์หยุดงานชั่วคราวก็เพื่อถวายการอารักขาแต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ คำสั่งจำเลยที่ให้โจทก์หยุดงานชั่วคราวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ก็ย่อมจะต้องทราบดีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์เป็นประจำทุกปี ประกอบทั้งเมื่อได้รับคำสั่งให้หยุดงานชั่วคราวโจทก์ก็มิได้ทักท้วงหรือโต้แย้งไว้แต่ประการใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาตามที่โจทก์ฎีกา โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ได้... ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยจะต้องชดใช้ค่าเช่าตู้คอนเทนเนอร์และโกดังสำหรับเก็บอุปกรณ์สัญญาณเตือนภัยอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่ามีอุปกรณ์สัญญาณเตือนภัยอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจำเลยสั่งระงับการสั่งซื้อ แต่โจทก์สั่งระงับไม่ทัน เมื่อของส่งมาถึงประเทศไทยแล้วไม่อาจนำไปติดตั้งที่พระตำหนักทั้ง 4 แห่ง เพราะจำเลยสั่งระงับการติดตั้งโจทก์จึงต้องเช่าตู้คอนเทนเนอร์และโกดังเก็บของดังกล่าวไว้ 3 เดือนเห็นว่า สัญญาซื้อขายระบบสัญญาณเตือนภัยอิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4 วรรคสอง ได้กำหนดเงื่อนไขหรือวิธีการในการส่งมอบไว้ว่า การส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขายนี้ ไม่ว่าจะมีการส่งมอบเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ผู้ขายจะต้องแจ้งกำหนดเวลาส่งมอบแต่ละครั้งให้ผู้ซื้อทราบ โดยทำเป็นหนังสือนำไปยื่นต่อผู้ซื้อ ณ สถานที่ส่งมอบในเวลาราชการก่อนวันส่งมอบไม่น้อยกว่า3 วันทำการ พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว หรือมีข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยว่าจำเลยจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าเช่าตู้คอนเทนเนอร์และโกดัง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเช่าตู้คอนเทนเนอร์และโกดังให้แก่โจทก์..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5542/2534 บริษัท คอ มเมอร์เชียล โอเปอเรชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ กองบัญชาการทหารสูงสุด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท คอ มเมอร์เชียล โอเปอเรชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด · จำเลย - กองบัญชาการทหารสูงสุด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · วินัย กันนะ · ราเชนทร์ จัมปาสุต
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 824/2491ฎีกา 390/2536ฎีกา 6288/2548ฎีกา 3251/2534ฎีกา 691/2511ฎีกา 765/2506ฎีกา 978/2510ฎีกา 1084/2511ฎีกา 262/2473ฎีกา 1265/2551ฎีกา 1123/2514ฎีกา 2630/2538ฎีกา 1183/2521ฎีกา 3064/2523ฎีกา 2389/2529ฎีกา 5581/2533ฎีกา 1492/2497ฎีกา 1459/2495ฎีกา 1131/2520ฎีกา 2101/2514ฎีกา 7547/2559ฎีกา 7472/2543ฎีกา 548/2504ฎีกา 331/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ