คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2534
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บุคคลที่กำกับดูแลธุรกิจของบริษัทประหนึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ และได้ร่วมคบคิดกับบริษัทในการกู้ยืมเงิน ถือเป็นผู้กู้ยืมเงินตามกฎหมาย แม้จะไม่ได้ลงนามในสัญญาในฐานะผู้แทนบริษัทก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาในฐานะประธานกรรมการยังจัดให้ประชุมผู้ร่วมลงทุนออกหนังสือยืนยันว่าบริษัทยังดำเนินธุรกิจเป็นปกติ ทั้งยังออกหนังสือขอผ่อนผันชำระเงินทุนคืนแก่ผู้ร่วมลงทุนทุกราย เป็นการกำกับดูแลธุรกิจบริษัทประหนึ่งตนเป็น กรรมการผู้จัดการ พฤติการณ์บ่งชัดว่าได้ร่วมคบคิดกับบริษัท ซึ่งเป็นนิติบุคคลทำการกู้ยืมเงินด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะมิใช่ กรรมการผู้จัดการและ มิได้ลงนามในสัญญาในฐานะผู้แทนบริษัท จำเลย ที่ 1 ก็เป็นผู้กู้ยืม เงินตามนัยพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็น การฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 3 เมื่อจำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะ เป็นผู้กู้ยืมเงินและได้ตกเป็นผู้ต้องหาตามพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 4,5 ทั้งได้ถูกฟ้องต่อศาลอาญาไว้แล้ว พนักงานอัยการจึงมี อำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลายได้ตามพระราชกำหนด ดังกล่าว มาตรา 10 บริษัทเป็นผู้กู้ยืมเงินโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามในสัญญาในฐานะผู้แทนบริษัท จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้กู้ยืมเงินไปด้วยตามนัยแห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 3 การที่จำเลยที่ 2 กระทำให้เกิดข้อบกพร่องขึ้นโดยลงนามคนเดียว และไม่ประทับตราสำคัญของบริษัทนั้น หาทำให้ฐานะของจำเลยที่ 2 ที่เป็นผู้แทนบริษัทเปลี่ยนแปลงไปไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ยืมเงิน และได้ตกเป็นผู้ต้องหาตามพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา4,5 ทั้งได้ถูกฟ้องต่อศาลอาญาไว้แล้ว เช่นนี้ พนักงานอัยการ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายได้ตาม พระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 10 จำเลยที่ 2 จะได้หลอกลวงประชาชน หรือไม่ หา ได้กระทบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ไม่ แม้จำเลยที่ 6 จะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทด้วยผู้หนึ่ง แต่ จำเลย ที่ 6ก็มิได้เป็นกรรมการบริษัท และไม่เคยได้รับเงินจาก ผู้ ร่วม ลงทุน โดยจ่ายหรือตกลงจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ร่วมลงทุน แต่ อย่างใดจำเลยที่ 6 ไม่มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือกับบริษัท ใน การ กู้ยืม เงินจากผู้ร่วมลงทุน จำเลยที่ 6 จึงมิใช่ผู้กู้ยืมเงิน ตาม นัย พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3 พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 เป็นบุคคลล้มละลาย ตาม พระราชกำหนด ดังกล่าวมาตรา 10 ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งไม่รอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา และได้ดำเนินการพิจารณาสืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้วมีคำพิพากษา ไปประกอบกับคดีส่วนอาญาที่อ้างถึงนั้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อใด ก็ไม่อาจทราบได้ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอคดีนี้ไว้ ฟัง ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.39 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.3 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.4 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.5 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.10 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.4 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.5 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.10 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดและบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ บิวสิเนส จำกัด ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และกระทำผิดตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 4, 5 แต่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 หลบหนีไปไม่มีตัวมาฟ้องโจทก์คงฟ้องแต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และบริษัทเอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ บิวสิเนส จำกัด เป็นจำเลยข้อหาดังกล่าวที่ศาลอาญา กล่าวคือ เมื่อระหว่างตั้งแต่ พ.ศ. 2527 ถึงวันที่ 12พฤศจิกายน 2527 ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ใช้บังคับ มีประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนโดยวิธีให้จำเลยกู้ยืม 65 ราย เป็นเงิน 16,520,000 บาท และระหว่างตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528ซึ่งเป็นเวลาที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 ใช้บังคับแล้ว มีประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนโดยวิธีให้จำเลยกู้ยืม 275 ราย เป็นเงิน 65,308,480 บาท โดยบริษัทเอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ บิวสิเนส จำกัด ทำหนังสือสัญญาร่วมลงทุนให้เป็นหลักฐานทุกราย จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทดังกล่าว และบางครั้งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในนามบริษัทเพียงคนเดียวบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ บิวสิเนส จำกัด ได้มีข้อตกลงนอกเหนือสัญญาว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ร่วมลงทุนร้อยละ 8 ต่อเดือน หรือร้อยละ96 ต่อปี โดยจ่ายทุกเดือน และผู้ร่วมลงทุนจะเรียกคืนต้นเงินเมื่อใดก็ได้โดยบอกกล่าวล่วงหน้าภายหลังที่ประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนแล้วจำเลยนำเงินบางส่วนออกหมุนเวียนจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นเองและรายอื่น ๆ ร้อยละ 8 ต่อเดือนจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2528 ครั้นเดือนเมษายน 2528 จำเลยทั้งแปดกับบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ บิวสิเนส จำกัด งดจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนทุกราย และไม่ยอมคืนเงินต้นให้ประชาชนผู้ให้กู้ยืม โดยจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งแปดเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งแปดเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527
จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นกรรมการและผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ บิวสิเนสจำกัด สัญญาการลงทุนจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับเงินจากประชาชน เพียงแต่จำเลยที่ 1 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 รับราชการทหารประจำการกองทัพบก มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ขอศาลพิพากษายกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้หลอกลวงประชาชน จำเลยที่ 2 กับพวกตั้งบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ ปิวสิเนส จำกัดเพื่อค้าพืชไร่ล่วงหน้าไว้เก็งกำไร (คอมโมดิตี้) และดำเนินการอื่นอีกหลายอย่าง กิจการดังกล่าวสามารถหากำไรหรือผลประโยชน์ตอบแทนมาจ่ายให้แก่ผู้ลงทุนได้เพียงพอ ต่อมากิจการบริษัทไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนได้ เพราะผู้ให้กู้ยืมเงินถอนเงินจำนวนมากจำเลยที่ 2 มิได้หลบหนีไปไหน และหนี้สินมีจำนวนไม่ถึง 340 รายขอศาลพิพากษายกฟ้อง
จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 6 ให้การว่า จำเลยที่ 6 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นไม่ได้ร่วมกระทำผิดด้วย ขอศาลพิพากษายกฟ้อง
จำเลยที่ 7 ที่ 8 ไม่ยื่นคำให้การและแถลงไม่ติดใจสืบพยาน
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งแปดเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 10
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรกที่จะวินิจฉัย คือข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้เป็นบุคคลล้มละลายเพราะจำเลยที่ 1 มิใช่ผู้กู้ยืมเงิน ตามนัยแห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3 ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์บ่งชัดว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาได้ร่วมคบคิดกับบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลทำการกู้ยืมเงินจากผู้ร่วมลงทุนด้วย ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิใช่กรรมการผู้จัดการและมิได้ลงนามในสัญญาในฐานะผู้แทนบริษัท จำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้กู้ยืมเงินตามนัยแห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 3 เช่นกัน พยานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในการบริหารงานของบริษัท ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในตอนหลังก็เพียงเพื่อช่วยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรให้ปลอดภัยนั้นมีแต่ตัวจำเลยที่ 1 เบิกความ และไม่สอดคล้องกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เองที่ได้แสดงออกต่อผู้ร่วมลงทุนประหนึ่งว่าเป็นกรรมการผู้จัดการโดยการจัดให้มีการประชุมผู้ร่วมลงทุน ออกหนังสือยืนยันฐานะบริษัท และเสนอขอผ่อนชำระคืนเงินทุนแก่ผู้ร่วมลงทุน ที่จำเลยที่ 1 นำสืบดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อยไม่พอที่จะให้เชื่อถือเมื่อจำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นผู้กู้ยืมเงิน และได้ตกเป็นผู้ต้องหาตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 4, 5 ทั้งได้ถูกฟ้องต่อศาลอาญาไว้แล้วเช่นนี้ พนักงานอัยการย่อมฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลายได้ตามพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 10
ปัญหาข้อที่ 2 ที่จะวินิจฉัยคือข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ได้เงินมาแล้วนำไปลงทุนจริง หาได้หลอกลวงประชาชนไม่ ข้อนี้เห็นว่า ในเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า บริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทิฟบิวสิเนส จำกัด เป็นผู้กู้ยืมเงิน โดยมีจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3บ้าง จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวบ้าง เป็นผู้ลงนามในสัญญาในฐานะผู้แทนบริษัท จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้กู้ยืมเงินไปด้วย ตามนัยแห่งพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 3 ส่วนการที่จำเลยที่ 2 กระทำให้เกิดข้อบกพร่องขึ้นโดยลงนามคนเดียว และไม่ประทับตราสำคัญของบริษัทนั้นหาทำให้ฐานะของจำเลยที่ 2 ที่เป็นผู้แทนบริษัทเปลี่ยนแปลงไปไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ยืมเงิน และได้ตกเป็นผู้ต้องหาตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 5 ทั้งได้ถูกฟ้องต่อศาลอาญาไว้แล้วเช่นนี้ พนักงานอัยการย่อมฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายได้ตามพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 10จำเลยที่ 2 จะได้หลอกลวงประชาชนหรือไม่ หาได้กระทบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ไม่
ปัญหาข้อที่ 3 ที่จะวินิจฉัยคือ ข้อที่จำเลยที่ 6 ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะจำเลยที่ 6 ไม่ใช่ผู้กู้ยืมเงิน ตามนัยแห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ข้อนี้เห็นว่าแม้จำเลยที่ 6 จะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทิฟบิวสิเนสจำกัด ด้วยผู้หนึ่ง แต่จำเลยที่ 6 ก็มิได้เป็นกรรมการบริษัท และไม่เคยได้รับเงินจากผู้ร่วมลงทุนโดยจ่ายหรือตกลงจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ร่วมลงทุนแต่อย่างใด ส่วนการที่จำเลยที่ 6 รับโอนเงินของบริษัทเข้าบัญชีเงินฝากของตนที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาธนบุรีนั้น เห็นว่าการโอนเงินของบริษัทปกติย่อมไม่อยู่ในอำนาจของจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง แต่อยู่ในอำนาจของกรรมการผู้จัดการ และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ได้คบคิดกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินของบริษัทเกิดความคิดที่จะยักย้ายเงินของบริษัทในภายหลังเมื่อเห็นว่าบริษัทไม่สามารถหารายได้มาจ่ายแก่ผู้ร่วมลงทุนให้ครบถ้วนตามสัญญาได้แล้ว ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยที่ 6 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 2หรือกับบริษัทในการกู้ยืมเงินจากผู้ร่วมลงทุน จำเลยที่ 6 จึงมิใช่ผู้กู้ยืมเงินตามนัยแห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3 เมื่อจำเลยที่ 6 มิได้เป็นผู้กู้ยืมเงินพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชกำหนด ดังกล่าว มาตรา 10
ส่วนปัญหาข้อสุดท้ายคือ ข้อที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้รอคดีนี้ไว้ฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งไม่รอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา และได้ดำเนินการพิจารณาสืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้วมีคำพิพากษาไปประกอบกับคดีส่วนอาญาที่อ้างถึงนั้น จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอคดีนี้ไว้ฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2534
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
พลตรี ชาย ดิษยเดช กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - พลตรี ชาย ดิษยเดช กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวิน อักขรายุธ · ยงยุทธ ธารีสาร · ราเชนทร์ จัมปาสุต |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา