⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องก็ตาม หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าสัญญาภาระจำยอมยังคงมีผลบังคับอยู่ และการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (1) และ (2) มีเหตุสมควรและเพียงพอแล้ว ศาลอุทธรณ์จะสั่งอนุญาตได้โดยไม่ต้องไต่สวนพยานหลักฐาน

ย่อคำพิพากษา

ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาก็เพื่อจะได้ความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา หรือเพื่อสะดวกในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษา แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่า สัญญาภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เลิกไปแล้วและพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงนี้หาได้ยุติไม่ เพราะศาลอุทธรณ์อาจวินิจฉัยว่าสัญญาภาระจำยอมยังบังคับได้ และพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็ได้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นสมควรก็ชอบที่จะสั่งอายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราวได้ เมื่อตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและคำคัดค้าน ข้อเท็จจริงรับกันได้ความว่า ตามคำฟ้องและโอกาสที่โจทก์ยื่นคำร้องขอนั้น มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษามาใช้ ซึ่งได้ความครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 255 (1) และ (2) แล้ว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอของโจทก์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานของคู่ความก่อนแต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.21 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.254 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.255

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เลิกกันไปแล้ว ไม่อาจใช้บังคับกันได้อีกต่อไป จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ ๑๖๕๕๑ ตำบลวัดชลอ (บางกรวยฝั่งใต้)อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า เห็นว่ามีเหตุสมควร ให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งสำนักงานที่ดินแห่งท้องที่ที่ดินตั้งอยู่ ห้ามจำเลยจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๕๕๑ ตำบลวัดชลอ (บางกรวยฝั่งใต้) อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เฉพาะส่วนเนื้อที่ตามสัญญาภาระจำยอมเนื้อที่ ๑๖๖ ตารางวา ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งที่ให้อายัดที่ดินดังกล่าว อ้างว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งและศาลอุทธรณ์สั่งโดยไม่ทำการไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ เสียก่อน ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เพราะข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้วว่าสัญญาภาระจำยอมไม่อาจใช้บังคับกันต่อไปได้อีก และที่ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ไม่มีเหตุที่จะได้รับความคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง การขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์จึงเป็นการรบกวนกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาก็เพื่อที่จะได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อความสะดวกในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยอ้างว่าสัญญาภาระจำยอมไม่อาจใช้บังคับกันได้ต่อไปอีก ข้อเท็จจริงนี้หาได้ยุติไม่ ศาลอุทธรณ์อาจวินิจฉัยว่า สัญญาภาระจำยอมยังคงบังคับได้และพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็ได้ จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ก็ยังโต้แย้งกันอยู่ว่าถ้าหากจำเลยโอนที่ดินของจำเลยให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ก็จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการพิพาทกัน จำเลยไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงหรือเหตุผลพอที่จะให้ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจว่าจะเพิกถอนคำสั่งที่ให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาหรือไม่ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งห้ามจำเลยจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามคำร้องขอของโจทก์โดยมิได้ไต่สวนก่อนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้องและคำร้องคัดค้านข้อเท็จจริงรับกันได้ความว่า ตามคำฟ้องและโอกาสที่โจทก์ยื่นคำร้องขอนั้น มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษามาใช้ ซึ่งได้ความครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ (๑) และ (๒) แล้ว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอของโจทก์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานของคู่ความแต่อย่างใด พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2534 นายภุมรินทร์ ไชยสิงห์ทอง โจทก์ นางสายสมร ราชาชาญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายภุมรินทร์ ไชยสิงห์ทอง · จำเลย - นางสายสมร ราชาชาญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · นาม ยิ้มแย้ม · โสภณ จันเทรมะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายไพรัช เกิดศิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญอินทร์ ส่งเสริมสกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7442/2544ฎีกา 533/2509ฎีกา 2902/2538ฎีกา 2414/2532ฎีกา 3721/2550ฎีกา 907/2503ฎีกา 1173/2497ฎีกา 3538/2536ฎีกา 3643/2537ฎีกา 938/2503ฎีกา 7221/2544ฎีกา 7069/2560ฎีกา 1701/2524ฎีกา 10/2540ฎีกา 2314/2519ฎีกา 3160/2536ฎีกา 891/2538ฎีกา 2660/2538ฎีกา 7390-7391/2553ฎีกา 3405/2537ฎีกา 181/2495ฎีกา 360/2502ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา