⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6155/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6155/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏตามคำพิพากษาคดีอาญานั้นในการวินิจฉัยคดีแพ่ง.

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนพนักงานอัยการได้ฟ้องขอให้ศาลลงโทษโจทก์คดีนี้ข้อหาบุกรุกที่ดินของจำเลย ศาลพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยเนื่องจากเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ขาดเจตนาในการกระทำความผิด คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์และบุตรสาวโจทก์เข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทดังกล่าวอีก จำเลยก็ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์และบุตรสาวโจทก์เข้าไปบุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลย โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยและห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท เช่นนี้ คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวข้างต้น ในการวินิจฉัยคดีนี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 โจทก์จะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์มีมาก่อนที่ศาลในคดีส่วนอาญาได้พิพากษาไปแล้ว และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2504 สามีโจทก์ซื้อที่ดิน 1 แปลงกว้าง 11 เส้น ยาว 11 เส้น โจทก์และสามีครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เมื่อประมาณปี 2518 ทางราชการได้ตัดถนนผ่าน ทำให้ที่ดินของโจทก์และสามีถูกแบ่งเป็นสองแปลง เป็นแปลงฝั่งถนนทางทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ 118 ไร่ และแปลงฝั่งถนนทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา คือแปลงในเส้นสีแดงตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ต่อมาเมื่อปี 2521 สามีโจทก์ได้ขอออก น.ส.3แต่ทางราชการออกให้เฉพาะแปลงฝั่งถนนทางทิศตะวันออก ส่วนแปลงฝั่งถนนทางทิศตะวันตก เนื้อที่ไม่ถึง 1 ไร่ ทางราชการจึงไม่ออกน.ส.3 ให้ แต่โจทก์และสามีก็ยังครอบครองทำประโยชน์จนถึงปี 2528จำเลยอ้างว่าที่ดินแปลงฝั่งถนนทางทิศตะวันตกเป็นของจำเลย และร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์ต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวจนโจทก์ถูกพนักงานอัยการดำเนินคดี แต่ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะบุกรุก แต่ที่โจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินเป็นของตน ต่อมาเมื่อบุตรสาวโจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในปี 2529 จำเลยก็ร้องทุกข์กล่าวหาอีกการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิและรบกวนการครอบครองที่ดินโดยปกติสุขของโจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินแปลงในเส้นสีแดงตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ด้วยการครอบครอง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นของจำเลย ทางราชการไม่เคยตัดถนนผ่านที่ดินของโจทก์ โจทก์กับบริวารไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3 ก. ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของเนื้อที่ประมาณ 54 ตารางวา มีอาณาเขตทิศเหนือและทิศตะวันออกจดทางหลวงจังหวัดสายหนองผือ-กุดข้าวปุ้น ทิศใต้จดทางสาธารณประโยชน์และทิศตะวันตกจดแนวคันนาซึ่งแบ่งที่ดินของจำเลยไว้ เมื่อปี 2528โจทก์เข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลย พนักงานอัยการได้ฟ้องขอให้ศาลลงโทษโจทก์แต่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาท ของจำเลยเนื่องจากเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ขาดเจตนาในการกระทำความผิดคดีถึงที่สุดแล้วปรากฏตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 944/2528 หมายเลขแดงที่ 985/2528 ของศาลชั้นต้น ต่อมาในปี 2529 โจทก์และบุตรสาวโจทก์ได้เข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทดังกล่าวอีกจำเลยก็ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์และบุตรสาวโจทก์เข้าไปบุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลยโจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยและห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยหรือไม่ และโจทก์จะขอให้ศาลห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 985/2528 ของศาลชั้นต้นในการวินิจฉัยคดีนี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวนี้ย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 195 ดังนั้น โจทก์จะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์มีมาก่อนที่ศาลในคดีส่วนอาญาได้พิพากษาไปแล้ว และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันดังกล่าวนี้ไม่ได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6155/2534 นาง ไล พา มา โจทก์ นาง บัว ลา โจร สา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ไล พา มา · จำเลย - นาง บัว ลา โจร สา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสภณ จันเทรมะ · นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3405/2537ฎีกา 1730/2520ฎีกา 8551/2550ฎีกา 1351/2567ฎีกา 181/2495ฎีกา 360/2502ฎีกา 3813/2535ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 4715/2542ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 1917/2559ฎีกา 79/2501ฎีกา 481/2526ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1280/2492ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1308/2533ฎีกา 817/2490ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1251/2500
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา