⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › ค้นฎีกา › ฎีกา 6182/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6182/2534

ป.วิ.อาญา ม.46

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อในคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แม้โจทก์จะอุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นก็สั่งไม่รับอุทธรณ์เฉพาะในคดีส่วนอาญา เพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นคดีส่วนอาญาจึงถึงที่สุด ดังนั้น ในคดีส่วนแพ่งย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับในคดีส่วนอาญา.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินแปลงดังกล่าวของโจทก์ โดยไถที่ดินและหว่านเมล็ดข้าวลงในที่ดิน อันเป็นการถือการครอบครองที่ดินและรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถทำนาได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 358, 83 ให้จำเลยทั้งสามส่งมอบการครอบครองคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเดิม และร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 7,000 บาท กับร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมอบการครอบครองที่ดินคืนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยซื้อจากโจทก์ โจทก์มอบการครอบครองให้ตั้งแต่วันที่30 เมษายน 2521 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 เข้าครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่วันรับมอบจนบัดนี้ หนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทโจทก์ทำขึ้นในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อในคดีส่วนอาญาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แม้โจทก์จะอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นก็สั่งไม่รับอุทธรณ์เฉพาะในคดีส่วนอาญาเพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว คดีส่วนอาญาจึงถึงที่สุดและในคดีส่วนแพ่งย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับในคดีส่วนอาญา โจทก์จะฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6182/2534 นาง มะลิ นัด ครีพ โจทก์ นาย ม้วน ฉัตร ธง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง มะลิ นัด ครีพ · จำเลย - นาย ม้วน ฉัตร ธง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมพงษ์ สนธิเณร · เสียง ตรีวิมล · สัญชัย สิงหลกะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1917/2559ฎีกา 481/2526ฎีกา 6405/2550ฎีกา 4273-4274/2534ฎีกา 1308/2533ฎีกา 5989/2537ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1482/2538ฎีกา 1500/2542ฎีกา 1982/2519ฎีกา 5393/2540ฎีกา 1913/2534ฎีกา 3119/2558ฎีกา 11216/2555ฎีกา 4282/2536ฎีกา 1948/2520ฎีกา 533/2521ฎีกา 451/2531ฎีกา 276/2520ฎีกา 7339/2540ฎีกา 1468/2521ฎีกา 17791/2556ฎีกา 6721-6722/2562
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ