⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1605/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ฎีกาที่อ้างเพียงว่าคำเบิกความของฝ่ายตรงข้ามไม่น่าเชื่อถือ โดยมิได้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตนมีพยานหลักฐานน่าเชื่อถือกว่าอย่างไร หรือโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าตนควรชนะคดีอย่างไร ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ประเด็นที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้และมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่สามารถยกขึ้นฎีกาได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยฎีกาอ้างเพียงว่า คำเบิกความของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ โดยมิได้กล่าวอ้างมาในฎีกาว่าฝ่ายจำเลยมีพยานหลักฐานน่าเชื่อถือกว่าหรือไม่ อย่างไร มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองควรชนะคดีอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 ปัญหาว่า ที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุหรือไม่ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นฎีกาไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เช่าที่พิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ขายที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ ๒ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ ๒ออกไปจากที่พิพาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินของโจทก์และใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิในที่พิพาท ไม่มีอำนาจที่จะเอาที่พิพาทให้จำเลยที่ ๑ เช่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทแต่ผู้เดียว จำเลยที่ ๒ ได้ซื้อสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งก่อสร้างจากจำเลยที่ ๑ และได้ครอบครองมาจนถึงปัจจุบันโดยโจทก์มิได้ทักท้วงห้ามปรามเป็นเวลาร่วม ๕ ปีแล้ว โจทก์ไม่ฟ้องเรียกคืนภายในกำหนดอายุความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท ให้จำเลยที่ ๒ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ โจทก์ได้ถึงแก่กรรม นายประเวศเกษมวัน บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะคดีนี้โจทก์เพียงคนเดียวที่เบิกความว่า โจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาท เป็นการเบิกความเพื่อประโยชน์ต่อตนฝ่ายเดียว พยานโจทก์ปากนี้จึงไม่น่าเชื่อถือ โจทก์ครอบครองที่พิพาทจำนวนมากไม่แน่ชัดว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ส่วนไหนบ้าง ดังนี้เป็นฎีกาที่อ้างเพียงว่าคำเบิกความของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ โดยมิได้กล่าวอ้างมาในฎีกาว่าฝ่ายจำเลยมีพยานหลักฐานน่าเชื่อถือกว่าหรือไม่ อย่างไร มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ว่าจำเลยทั้งสองควรชนะคดีอย่างไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุนั้น จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นฎีกาไม่ชอบตามมาตรา ๒๔๙ เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2535 นายบุญมา เกษมวัน โดยนายประเวศ โจทก์ เกษมวัน ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน นายไพบูลย์ วงษ์พรต กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบุญมา เกษมวัน โดยนายประเวศ · ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน - เกษมวัน · จำเลย - นายไพบูลย์ วงษ์พรต กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพ็ง เพ็งนิติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · บุญธรรม อยู่พุก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายศิริชัย จันทร์สว่าง · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายศล ศิวะบวร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1798/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7903/2568ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1036/2506ฎีกา 9188/2538ฎีกา 6321/2544ฎีกา 72/2505ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1593/2524ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1165/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา