⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1812/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1812/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขาดแรงงานในครอบครัวถือเป็นการขาดไร้อุปการะอย่างหนึ่ง และผู้ที่ทำการงานในครัวเรือนให้แก่บุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนการขาดแรงงานได้ ค่าอาหารเลี้ยงดูแขกที่มาร่วมงานศพและค่าของ/เงินถวายพระ เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ ค่าสินไหมทดแทนการขาดไร้อุปการะและค่าสินไหมทดแทนการขาดแรงงานเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระทันที จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำละเมิด

ย่อคำพิพากษา

การขาดแรงงานในครอบครัวเป็นการขาดไร้อุปการะอย่างหนึ่ง ก่อนตายผู้ตายและโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสามีประกอบกิจการร้านอาหารร่วมกับ ป. โดยผู้ตายทำหน้าที่ดูแลร้านอาหาร ถือได้ว่าผู้ตายเป็นผู้ทำการงานในครัวเรือนให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนการขาดแรงงานในครอบครัวได้ด้วย ค่าอาหารเลี้ยงดูแขกที่มาร่วมงานศพกับค่าของและเงินถวายพระเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ ค่าสินไหมทดแทนการขาดไร้อุปการะและค่าสินไหมทดแทนการขาดแรงงานเป็นหนี้เงินที่จะต้องชำระทันที จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำละเมิดซึ่งเป็นวันผิดนัด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.206 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.443 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.445

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจรูญ ยศวิจิตรหรือพะก่าพันธ์หรือผกาพันธ์ ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือโจทก์ที่ ๒ โจทก์ที่ ๓ และโจทก์ที่ ๔เป็นบิดามารดาของผู้ตาย จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ จำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ โดยเป็นพนักงานขับรถยนต์โดยสารประจำทางรับส่งผู้โดยสารในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๙จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ ๑ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๑ ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ ๒ ขับพุ่งชนรถจักรยานยนต์ซึ่งมีนางสุพีร์ อุปนันท์ เป็นผู้ขับ และมีนางจรูญนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย นางสุพีร์ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย นางจรูญถึงแก่ความตาย และด้วยผลแห่งการละเมิดที่จำเลยที่ ๒ ก่อขึ้นทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ที่ ๑ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการศพนางจรูญเป็นเงิน ๔๑,๑๓๗ บาท ค่าขาดแรงงานในครอบครัวเป็นเงิน ๑๐๒,๐๐๐ บาท แต่ขอคิดเพียง ๘๐,๐๐๐ บาท และทำให้โจทก์ทั้งสี่ขาดไร้ผู้อุปการะเลี้ยงดู ขอคิดค่าขาดไร้อุปการะสำหรับโจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับโจทก์ที่ ๒จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับโจทก์ที่ ๓ และโจทก์ที่ ๔ จำนวน ๑๘๐,๐๐๐ บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน ๕๐๑,๑๒๗ บาท แต่โจทก์ทั้งสี่ขอเรียกจากจำเลยทั้งสองเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาทขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นมิใช่ความประมาทของจำเลยที่ ๒ แต่เป็นความประมาทของนางสุพีร์ โจทก์ที่ ๑ ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานในครอบครัว เพราะซ้ำซ้อนกับค่าขาดไร้อุปการะ ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องมานั้นมากเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาท แต่เหตุเกิดขึ้นเพราะความผิดของนางสุพีร์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องมาเป็นค่าเสียหายสูงเกินฐานะความเป็นอยู่ทางสังคมของผู้ตาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน ๒๕๘,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ ๒ ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดแรงงานในครอบครัวเพราะได้เรียกค่าสินไหมทดแทนการขาดไร้อุปการะแล้วนั้น เห็นว่าการขาดแรงงานในครอบครัวเป็นการขาดไร้อุปการะอย่างหนึ่ง คดีได้ความว่าก่อนตายผู้ตายและโจทก์ที่ ๑ มีกิจการร้านอาหารร่วมกับนางประทุม โดยผู้ตายทำหน้าที่ดูแลร้านอาหารถือได้ว่าผู้ตายเป็นผู้ทำการงานในครัวเรือนให้แก่โจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนการขาดแรงงานในครอบครัวได้ด้วย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ค่าอาหารเลี้ยงดูแขกที่มาร่วมงานศพกับค่าของและเงินถวายพระไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นนั้น เห็นว่า ตามประเพณีปฏิบัติกันทั่วไป ในวันสวดพระอภิธรรมจะมีการเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่มแก่แขกผู้มาร่วมงานกับต้องถวายของและเงินแก่พระภิกษุที่สวดพระอภิธรรมในแต่ละคืน สำหรับวันฌาปนกิจศพก็จะมีการถวายผ้าบังสุกุลแก่พระภิกษุ มีการเลี้ยงเครื่องดื่มแก่แขกผู้มาร่วมงาน จึงถือได้ว่าค่าอาหารและเครื่องดื่มตลอดจนค่าของและเงินถวายพระภิกษุเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการศพของผู้ตาย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์ไม่ควรได้ดอกเบี้ยสำหรับค่าสินไหมทดแทนการขาดไร้อุปการะและการขาดค่าแรงงาน เพราะเป็นเงินที่พึงได้ในอนาคตนั้น เห็นว่าค่าสินไหมทดแทนการขาดไร้อุปการะและค่าสินไหมทดแทนการขาดแรงงานนั้น เป็นหนี้เงินที่จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระทันที จำเลยที่ ๑ จึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด คือวันที่เกิดการทำละเมิดเป็นต้นไป แต่โจทก์ขอเรียกตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องซึ่งเป็นผลดีแก่จำเลยอยู่แล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1812/2535 นายพิภพ พะก่าพันธ์หรือผกาพันธ์ กับพวก โจทก์ บริษัทเชียงใหม่ไทยเดินรถ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพิภพ พะก่าพันธ์หรือผกาพันธ์ กับพวก · จำเลย - บริษัทเชียงใหม่ไทยเดินรถ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต พรายภู่ · ตัน เวทไว · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายเหล็ก ไทรวิจิตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 10166/2539ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 4873/2528ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 75/2481ฎีกา 462/2507ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1302/2535ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521ฎีกา 2404/2530ฎีกา 960/2485ฎีกา 4085/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา