⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 211/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 211/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากศาลได้มีคำพิพากษาให้ริบของกลางในคดีอื่นไปแล้ว ศาลจะพิพากษาให้ริบของกลางนั้นอีกในคดีนี้ไม่ได้ เพราะเป็นการริบซ้ำและเกินคำขอ

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นได้พิพากษาริบกัญชาของกลางไว้ในคดีอื่นแล้วและโจทก์มิได้ขอให้ริบในคดีนี้ ศาลจะพิพากษาให้ริบกัญชาของกลางอีกไม่ได้ เป็นการริบของกลางซ้ำและเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม.102

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองและนายประพันธ์ สุวรรณชาตรีจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1606/2530 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษไปแล้วได้ร่วมกันผลิตโดยการเพาะปลูกกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวนหลายต้น น้ำหนัก590 กิโลกรัม โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีกัญชาแห้ง จำนวน2 กระสอบ น้ำหนัก 6.95 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองกับพวกได้บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน แผ้วถาง ปลูกต้นยางพารา เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่บริเวณป่าควนเหรง ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานยึดกัญชาสดและแห้งเป็นของกลาง ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาริบของกลางดังกล่าวไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่1606/2530 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 7(5), 8, 26, 75, 76, 102 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7(5), 8, 26 วรรคสอง, 75,76 วรรคสอง, 102 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 เรียงกระทงลงโทษฐานผลิตกัญชา จำคุกคนละ 5 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 5 ปี ฐานบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติจำคุกคนละ 1 ปีรวมจำคุกคนละ 11 ปี ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ส่วนกัญชาของกลางคงให้ริบ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาเพียงเท่านี้ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่มีน้ำหนักที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาให้ริบกัญชาของกลางด้วยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาริบของกลางดังกล่าวไว้ในคดีอื่นแล้วและโจทก์มิได้ขอให้ริบในคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบกัญชาของกลางด้วย จึงเป็นการริบของกลางซ้ำและเกินคำขอไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ริบกัญชาของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 211/2535 อัยการ สงขลา โจทก์ นาย สม พงษ์ สุทินะ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ สงขลา · จำเลย - นาย สม พงษ์ สุทินะ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุไร คังคะเกตุ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · สมาน เวทวินิจ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 831/2532ฎีกา 6505/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา