⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2210/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2210/2535

ป.พ.พ. ม.106, 797 · พ.ร.บ.สถานบริการ ม.4, 6 · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการเป็นใบอนุญาตเฉพาะตัวของผู้รับอนุญาต จะขออนุญาตแทนกันหรือโอนให้แก่กันไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509เป็นใบอนุญาตเฉพาะตัวของผู้รับอนุญาตโดยเฉพาะ จะขออนุญาตแทนกันไม่ได้ และ พ.ร.บ.ฉบับนี้มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการโอนใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการไว้ แสดงว่าใบอนุญาตตั้งสถานบริการเป็นใบอนุญาตที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ระบุไว้จะต้องพิจารณาออกให้เฉพาะตัวผู้ขออนุญาต และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดในกฎหมายนี้เท่านั้น กรณีจึงไม่อาจฟ้อง ขอให้บังคับโอนใบอนุญาตให้แก่กันได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.106 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ม.4 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ม.6

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.106 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด เมื่อปี2511 โจทก์ได้เปิดกิจการโรงแรมชื่อ "โรงแรมโคราชโฮเต็ล" และได้ขออนุญาตตั้งสถานบริการอาบ อบ นวด และสถานบริการเต้นรำ ภายในบริเวณโรงแรมดังกล่าวโดยมีผู้จัดการของโจทก์หรือตัวแทนของผู้เช่ากิจการโรงแรมเป็นผู้มีชื่อในใบอนุญาตติดต่อกันเรื่อยมา ในปี 2517 ผู้เช่ากิจการโรงแรมได้ขอเลิกการเช่า โจทก์จึงได้ให้พลเอกเนตร เขมะโยธินเข้าเป็นผู้มีชื่อถือใบอนุญาตสถานบริการทั้งสองแห่งแต่พลเอกเนตรได้ให้ใส่ชื่อจำเลยซึ่งเป็นคนสนิทเป็นผู้มีชื่อถือใบอนุญาตแทนต่อมาพลเอกเนตรถึงแก่อนิจกรรม โจทก์จึงขอให้จำเลยเปลี่ยนชื่อผู้ถือใบอนุญาตมาเป็นกรรมการโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือผู้จัดการโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการอาบ อบ นวด และใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการเต้นรำ จากจำเลยเป็นชื่อนางสาวโชติรัตน์ เขมะโยธิน ประธานกรรมการโจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คำขออนุญาตตั้งสถานบริการเป็นสิทธิเฉพาะตัว คำขอท้ายฟ้องไม่อาจบังคับได้ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ขอและได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตั้งแต่ปี 2511 โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจการโรงแรมของโจทก์เพื่อให้บริการซึ่งโจทก์ได้มอบให้ผู้จัดการของโจทก์หรือตัวแทนผู้เช่ากิจการโรงแรมของโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการเรื่อยมาจนกระทั่งถึงจำเลย จำเลยเป็นผู้ที่โจทก์มอบหมายให้เข้ามาถือใบอนุญาตแทน หากจำเลยเสียชีวิตหรือไม่ยอมต่ออายุใบอนุญาตตั้งสถานบริการ ใบอนุญาตตั้งสถานบริการก็จะไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และทางราชการมีนโยบายที่ไม่อนุญาตให้ตั้งขึ้นใหม่ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 483/2521 ข้อ 10 ว่า การโอนกิจการถือว่าเป็นการขออนุญาตใหม่ ซึ่งมีนโยบายไม่อนุญาต เว้นแต่การโอนกิจการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ก็มิใช่เป็นการก้าวล่างเข้าไปละเมิดอำนาจการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารแต่จะเป็นการรับรองสิทธิเป็นการได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานบริการของโจทก์ ได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 4 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2525 ได้บังคับห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และในการขออนุญาต เงื่อนไขการอนุญาตและการขอต่ออายุใบอนุญาตก็จะต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตตั้งสถานบริการจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรา 6 ทั้งได้กำหนดพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาตสำหรับกรุงเทพมหานครหมายถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในจังหวัดอื่นหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น เห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสถานบริการตราออกมาเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย ศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณีอันดีของชาติ แสดงว่าใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการเป็นใบอนุญาตเฉพาะตัวของผู้รับอนุญาตโดยเฉพาะ จะขออนุญาตแทนกันไม่ได้ และพระราชบัญญัติฉบับนี้มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการโอนใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการไว้เป็นการยืนยันให้เห็นว่าใบอนุญาตตั้งสถานบริการเป็นใบอนุญาตที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ระบุไว้จะต้องพิจารณาออกให้เฉพาะตัวผู้ขออนุญาตและผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดในกฎหมายนี้เท่านั้น โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนใบอนุญาตให้โจทก์ได้ตามฟ้อง..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2210/2535 บริษัท โค ราชโฮเต็ล จำกัด โจทก์ นาย วิรัตน์ ลิมป์ปัทมปาณี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท โค ราชโฮเต็ล จำกัด · จำเลย - นาย วิรัตน์ ลิมป์ปัทมปาณี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญสิน ตุลากัน · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 6/2475ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 6911/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 158/2509ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ