⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2720/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2720/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งของผู้เสียหายหมดไป และการนำโฉนดที่ดินมาให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้ตามสัญญากู้ มิใช่หนี้ที่มีประกันตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ ร.ในข้อความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คต่อมาผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากผู้เสียหายตกลงรับเช็คจาก จ. และให้ร.ทำสัญญากู้ยืมโดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันกับนำโฉนดที่ดินมาให้ผู้เสียหายยึดถือไว้ การเอาโฉนดที่ดินมาให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้ตามสัญญากู้ มิใช่หนี้ที่มีประกันตามกฎหมายแม้ว่าในที่ดินจะไม่มีสิ่งปลูกสร้างก็ไม่ได้ทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียสิทธิในสัญญากู้ การร้องทุกข์ก็เป็นเพียงคำบอกกล่าวแก่พนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายพอใจตามข้อตกลงโดยถอนคำร้องทุกข์และยอมรับชำระหนี้เป็นเช็คฉบับใหม่กับทำสัญญากู้ยืมกันไว้และมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ในทางแพ่งของผู้เสียหายก็ยังคงมีอยู่ตามเช็คและสัญญากู้ยืมดังกล่าว มิใช่เป็นการเพิกถอนเช็คหรือทำให้หนี้หมดไปผู้เสียหายเพียงเสียสิทธิตามคำร้องทุกข์เท่านั้น ทั้งคำร้องทุกข์ก็มิใช่เอกสารสิทธิตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9)ไม่ว่าจำเลยจะมีเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายให้ถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.1 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันหลอกลวงนายนิ่มย้ง แซ่เตีย ผู้เสียหายให้เพิกถอนเช็คที่พวกจำเลยถูกผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนไว้ โดยจำเลยกับพวกจะได้ทำสัญญากู้และนำโฉนดที่ดินเลขที่ 34657 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นหลักประกัน และโดยหลอกลวงของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่า มีสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวจริง จึงได้รับสัญญากู้และโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ แล้วได้ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งความจริงแล้วที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 83 จำคุก 1 ปี คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายกับนายวิโรจน์ สุขพรสินชัย รู้จักกันมานาน ผู้เสียหายเคยว่าจ้างนายวิโรจน์ก่อสร้างบ้านและเคยออกเงินลงทุนให้ ทั้งให้นายวิโรจน์กู้ยืมเงินหลายครั้งโดยนายวิโรจน์ออกเช็คให้ เมื่อมีเงินมาชำระผู้เสียหายก็จะคืนเช็คให้ไปซึ่งก็ฟังได้เจือสมกันกับพยานจำเลยที่ว่า ผู้เสียหายและนายวิโรจน์เคยร่วมลงทุนรับเหมาก่อสร้างด้วยการกู้ยืมเงินและออกเช็คจนเกิดเหตุโดยนายวิโรจน์ถูกจับกุมตามคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายและต่อมามีการตกลงทำสัญญากู้และค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.2 และผู้เสียหายได้ยอมถอนคำร้องทุกข์ในการดำเนินคดีแก่นายวิโรจน์นั้นก็ปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยนายธวัช อังคณาวิน นายวิบูลย์หรือง้วน สุขพรสินชัย และนายสมชาย โชคสัมฤทธิ์ผล พยานจำเลยว่าก่อนทำเอกสารหมาย จ.2 ได้มีการไกล่เกลี่ยกันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอขลุงแล้วจนผู้เสียหายตกลงและยินยอมถอนคำร้องทุกข์ในวันเดียวกันซึ่งผู้เสียหายก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ ต่อเมื่อนายวิโรจน์ไม่ชำระเงินตามสัญญากู้จึงมีการดำเนินคดีนี้อ้างว่าจำเลยร่วมกับพวกหลอกลวงว่าที่ดินตามโฉนดที่นำมาให้ผู้เสียหายยึดถือไว้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 มีสิ่งปลูกสร้างด้วย แต่ความจริงไม่มี ทำให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ เห็นว่าการเอาโฉนดที่ดินมาให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้ตามสัญญากู้ มิใช่หนี้ที่มีประกันตามกฎหมาย ฉะนั้นแม้ว่าในที่ดินโฉนดแปลงที่นำมาให้ผู้เสียหายยึดถือไว้จะไม่มีสิ่งปลูกสร้างก็ไม่ได้ทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียสิทธิในสัญญากู้แต่อย่างใดและการร้องทุกข์ซึ่งเป็นเพียงคำบอกกล่าวแก่พนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายพอใจตามข้อตกลงโดยถอนคำร้องทุกข์และยอมรับชำระหนี้เป็นเช็คฉบับใหม่กับทำสัญญากู้ยืมกันไว้และมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ในทางแพ่งของผู้เสียหายก็ยังคงอยู่ตามเช็คและสัญญากู้ยืมดังกล่าวและตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ก็ปรากฏชัดว่า การที่ผู้เสียหายตกลงรับเช็คจากนายวิบูลย์หรือง้วนและให้นายวิโรจน์ทำสัญญากู้ยืมโดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.2 ก็โดยประสงค์จะได้รับชำระหนี้ซึ่งนายวิโรจน์เป็นหนี้อยู่ตามเช็คฉบับเดิมนั่นเอง มิใช่เป็นการเพิกถอนเช็คหรือทำให้หนี้หมดไปแต่อย่างใด ผู้เสียหายเพียงเสียสิทธิตามคำร้องทุกข์เท่านั้น คำร้องทุกข์มิใช่เอกสารสิทธิตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะมีเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายให้ถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ได้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องทุกข์ไม่ใช่เอกสารสิทธิอันจะทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องได้นั้นเป็นการวินิจฉัยตรงประเด็นแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2720/2535 อัยการ จันทบุรี โจทก์ นาย วิพงษ์ สุขพรสินชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ จันทบุรี · จำเลย - นาย วิพงษ์ สุขพรสินชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสมอ อินทรศักดิ์ · บุญศรี กอบบุญ · เพี้ยน พุทธสุอัตตา
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 456/2506ฎีกา 2593/2521ฎีกา 2639-2641/2517ฎีกา 1400/2538ฎีกา 725/2567ฎีกา 391/2509ฎีกา 915/2566ฎีกา 5219/2531ฎีกา 1908/2528ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 6196/2534ฎีกา 3081/2527ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1250/2520ฎีกา 4009/2566ฎีกา 3245/2545ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7362/2538ฎีกา 1674/2543ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2405/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา