⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 281/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 281/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ร้องที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกยึด และคำเบิกความของพยานผู้ร้องต้องมีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างเอกสารมหาชนได้ ส่วนทรัพย์สินที่เป็นส่วนควบของอสังหาริมทรัพย์ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทที่มีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดพร้อมตึกซึ่งไม่มีหมายเลขบ้าน ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินพิพาทและตึกที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องมีเพียงพยานบุคคลมาสืบและคำเบิกความของพยานเหล่านั้นไม่น่าเชื่อพยานผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเอกสารมหาชนและมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ส่วนตึกที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 107

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.127 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11430พร้อมบ้านพักตากอากาศ 1 หลัง บนที่ดินของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินและบ้านพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยผู้ร้องมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องและโจทก์ได้รับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องซื้อที่ดินจากนางแตงกวาผู้ร้องรับราชการทหาร ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับกองพันร.21 พัน 2 จังหวัดเพชรบุรี แม้ผู้ร้องจะนำสืบว่า ผู้ร้องกับจำเลยมีความสนิทสนมกันมาก ก็ไม่มีเหตุผลหรือมีความจำเป็นอันใดที่ผู้ร้องจะต้องให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแทน ที่ผู้ร้องนำสืบว่าระยะแรกผู้ร้องให้นายรวม กำนันตำบลหาดเจ้าสำราญในขณะนั้นดูแลที่ดินจนถึง พ.ศ. 2515 เมื่อนายรวมเกษียณอายุ ผู้ร้องให้พันโทเสริม ดูแลต่อมาจนปัจจุบันก็ไม่น่าเชื่อถือเพราะหากเป็นความจริงเมื่อจำเลยนำที่ดินพร้อมตึก 2 ชั้นบนที่ดินไปจำนองไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด 2 ครั้ง และต่อมาก็นำไปจำนองกับโจทก์บุคคลทั้งสองในฐานะผู้ดูแลน่าจะทราบและแจ้งให้ผู้ร้องทราบด้วยแต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยเฉพาะพันโทเสริมปรากฎว่ามีบ้านอยู่ห่างที่ดินพิพาทเพียง 300 เมตรเท่านั้นเอง นอกจากนี้เมื่อจำเลยแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง และได้โฉนดมาแล้ว ผู้ร้องก็ไม่สนใจที่จะให้จำเลยโอนชื่อในโฉนดมาเป็นชื่อของผู้ร้องเสียคงปล่อยให้เป็นชื่อของจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดตราบจนกระทั่งโจทก์ยึดมาบังคับคดี จึงเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลในฐานะเช่นผู้ร้องพึงจะกระทำ และที่นายยุทธพยานผู้ร้องเบิกความว่ารู้เรื่องการซื้อที่ดินของผู้ร้องกับจำเลยดี แต่เมื่อธนาคารโจทก์สาขาสมุทรสงครามมอบหมายให้ธนาคารโจทก์สาขาเพชรบุรีซึ่งมีนายยุทธเองเป็นผู้จัดการทำการตรวจสอบราคาประเมินที่พิพาทเพื่อรับจำนองจากจำเลย นายยุทธตรวจสอบแล้วก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าที่ดินและตึก 2 ชั้นที่จำเลยจะนำมาจำนองโจทก์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่อย่างใด กลับลงชื่อรับจำนองไว้แทนโจทก์ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย ร.3 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่563/2527 โดยมิได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบถึงการกระทำของจำเลยด้วยคำเบิกความของนายยุทธจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อสำหรับนางพเยาว์พยานผู้ร้องซึ่งเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่เทศบาลเมืองเพชรบุรีเบิกความว่าขายไม้ให้ผู้ร้องไปปลูกบ้านที่หาดเจ้าสำราญในพ.ศ. 2513 ซึ่งหมายถึงปลูกตึก 2 ชั้นบนที่ดินพิพาทนี้ ก็ไม่ได้ความว่าพยานมีอาชีพค้าขายไม้ด้วย จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานผู้ร้องอีก 2 ปาก คือนายจรัสเบิกความว่า เคยช่วยผู้ร้องสร้างตึกที่พิพาทเมื่อ พ.ศ. 2513 และนายประเสริฐเบิกความว่าผู้ร้องได้มาขอไม้แบบจากพยานไปปลูกบ้านพักที่หาดเจ้าสำราญก็เบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ประกอบกับตึกที่พิพาทเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรมิใช่สิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ผู้ร้องก็มิได้ขอหมายเลขบ้านจากพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้เป็นหลักฐานเช่นเดียวกับบ้านของผู้อื่นในละแวกนั้นปฏิบัติกัน คดีนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ร้องพยานของผู้ร้องยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างโฉนดเลขที่11430 ซึ่งเป็นเอกสารมหาชนและมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ย่อมต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามนั้น ทั้งโจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยจำนองที่ดินพิพาทหลายครั้ง โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้คัดค้านจึงน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท สำหรับตึก 2 ชั้นที่ตั้งอยู่บนที่ดินนี้เป็นส่วนควบของที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 107 ย่อมถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 11430พร้อมตึก 2 ชั้นซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 281/2535 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด โจทก์ พลตรี ประเสริฐ มงคล ประ สิทธิ ผู้ร้อง นาย ประทีป สนิท นราทร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงไทย จำกัด · ผู้ร้อง - พลตรี ประเสริฐ มงคล ประ สิทธิ · จำเลย - นาย ประทีป สนิท นราทร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัส อุดมวรชาติ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 151/2532ฎีกา 5128/2541ฎีกา 2617/2524ฎีกา 140/2492ฎีกา 1125/2504ฎีกา 3836/2524ฎีกา 1099/2550ฎีกา 1798/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 5882/2541ฎีกา 7677/2557ฎีกา 763-766/2495ฎีกา 175/2530ฎีกา 2679/2537ฎีกา 1781/2509ฎีกา 181/2512ฎีกา 7863/2538ฎีกา 922/2522ฎีกา 1247/2510ฎีกา 684/2488ฎีกา 558/2521ฎีกา 235/2538ฎีกา 1492/2510ฎีกา 7066/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา