⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3049/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3049/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหลอกลวงผู้อื่นให้ทำงานต่างประเทศโดยเรียกเก็บค่าดำเนินการ ถือเป็นการจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 และเป็นการกระทำโดยเจตนา

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยกับพวกได้หลอกลวงผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศโดยเรียกเงินค่าดำเนินการหรือค่าใช้จ่ายในการสมัคร และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานไปทำงานต่างประเทศดังนี้การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการประกอบธุรกิจหางานให้แก่คนงานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง อันเป็นการจัดหางานตามความหมายของ พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 4 แล้ว เมื่อจำเลยได้กระทำการดังกล่าวโดยรู้สำนึกในการกระทำ และขณะเดียวกันก็ประสงค์ต่อผลของการกระทำนั้นจึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดในฐานนี้อีกกระทงหนึ่ง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91,341, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30, 82 และสั่งให้จำเลยคืนเงินจำนวน 247,900 บาท แก่ผู้เสียหายคืนหนังสือเดินทางและภาพถ่ายผู้สมัครแก่เจ้าของริบของกลางอื่นทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันจัดตั้งสำนักงานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนฐานร่วมกันจัดตั้งสำนักงานจัดหางานให้คนงานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เรียงกระทงลงโทษ รวมจำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 239,900 บาท แก่ผู้เสียหาย คืนหนังสือเดินทางและภาพถ่ายผู้สมัครแก่เจ้าของ ริบของกลางอื่นทั้งหมด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ยกฟ้องข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่... ดังนี้เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารมายืนยันว่า จำเลยกับพวกได้รับรองจะให้ผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศ โดยเรียกเงินค่าดำเนินการหรือค่าใช้จ่ายในการสมัคร บางครั้งจำเลยเป็นผู้รับเงินบางครั้งนางโสภีเป็นผู้รับเงินแล้วส่งให้จำเลย ได้ทำสัญญารับเงินมัดจำไว้ จำเลยเคยพาผู้เสียหายไปตรวจโรคและให้ผู้เสียหายทดสอบการทำงานจำเลยพูดรับรองกับผู้เสียหายว่าสามารถส่งไปทำงานที่ประเทศบรูไนได้ ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานไปทำงานต่างประเทศ ที่จำเลยนำสืบว่าให้นางสาวโสภีเช่าบ้านและไม่ทราบว่านางสาวโสภีไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสำนักงานจัดหางานไปทำงานต่างประเทศนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 นั้นข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยกับพวกได้หลอกลวงผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศโดยเรียกเงินค่าดำเนินการหรือค่าใช้จ่ายในการสมัครและจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานไปทำงานต่างประเทศ ดังนี้ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการประกอบธุรกิจหางานให้แก่คนงานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างอันเป็นการจัดหางานตามความหมายของพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4 แล้ว เมื่อจำเลยได้กระทำการดังกล่าวโดยรู้สำนึกในการกระทำ และขณะเดียวกันก็ประสงค์ต่อผลของการกระทำนั้น จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดในฐานนี้อีกกระทงหนึ่ง ทั้งตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ก็ได้บรรยายแยกการกระทำของจำเลยเป็นสองตอน และไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายอันจะถือว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดในฐานนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3049/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด ราชบุรี โจทก์ นาง มา ลี ลิมปภานนท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ราชบุรี · จำเลย - นาง มา ลี ลิมปภานนท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุไร คังคะเกตุ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · จรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519ฎีกา 4943/2567ฎีกา 1567/2535ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7958/2555ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 2047/2533ฎีกา 6847/2567ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 9797/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ