⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3696/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3696/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับประกันภัยค้ำจุนย่อมไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก หากผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกนั้น

ย่อคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ได้เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อ โจทก์ฎีกา แต่ในชั้นฎีกาโจทก์ทิ้งฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยดังกล่าวไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเมื่อผู้เอาประกันภัยคือจำเลยที่ 1จะต้องรับผิด ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์จำเลยที่ 3 จึงได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในทางการค้าของจำเลยที่ 1 โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังด้วยความเร็วสูงล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถของนายสมร ใหญ่กระโทก ซึ่งขับรถยนต์ยี่ห้อนิสสันสวนมาในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกันขึ้น เป็นเหตุให้รถยนต์ยี่ห้อนิสสันด้านขวาเสียหายตลอดแนวหลังคาหลุดไปทางด้านท้าย นายสมร ใหญ่กระโทกถึงแก่ความตายและนางสาวสมพร นิยมพรหม ซึ่งนั่งมาในรถได้รับบาดเจ็บสาหัส รถยนต์ยี่ห้อนิสสันดังกล่าวเป็นของร้อยโทนพดล พันธุ์กวีซึ่งเอาประกันภัยไว้ต่อโจทก์ หลังเกิดเหตุโจทก์จ่ายค่าเสียหายไป115,000 บาทโจทก์จึงได้สิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกเอาค่าเสียหายกับจำเลยทั้งสี่ตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เหตุที่รถชนกันครั้งนี้มิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 4 แต่เกิดจากความประมาทของนายสมร ใหญ่กระโทก จำเลยที่ 4 มิได้เป็นลูกจ้างขณะปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าเสียหายเฉพาะตัวรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจำนวน103,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 28มกราคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่านำซากรถจากที่เกิดเหตุมากรุงเทพมหานคร จำนวน 3,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นั้นให้ร่วมรับผิดในต้นเงินเพียง100,000 บาท ตามสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ สำเนาให้จำเลยทั้งสี่ให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาภายใน 7 วัน ไม่พบหรือไม่มีผู้รับแทนโดยชอบให้ปิด ในการส่งหมายนัดและสำเนาฎีกา ส่งให้แก่จำเลยที่ 3 ได้โดยการปิดหมาย ส่วนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 โจทก์มิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในฎีกาของโจทก์ โจทก์ลงชื่อจะมาทราบคำสั่งศาลในวันที่ 16 เมษายน 2534 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2534ดังนี้ ถือว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้นำส่งสำเนาฎีกาแก่จำเลยภายใน 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2534 แล้ว เมื่อโจทก์ไม่นำส่งสำเนาฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา246, 247 จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยดังกล่าวออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา ส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยต่อไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ โจทก์ฎีกา แต่ในชั้นฎีกาโจทก์ทิ้งฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2และจำเลยที่ 4 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยดังกล่าวไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก เมื่อผู้เอาประกันคือจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิด ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3จึงได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3696/2535 บริษัท ไต โซมารีน แอนด์ ไฟร์ อินชัวรันซ์ จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส่องแสง พืชผล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ไต โซมารีน แอนด์ ไฟร์ อินชัวรันซ์ จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส่องแสง พืชผล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประจักษ์ พุทธิสมบัติ · นิเวศน์ คำผอง · ยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 5732/2552ฎีกา 795/2543ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 3131/2543ฎีกา 3651/2526ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1022/2551ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 5272/2544ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8735/2542ฎีกา 1477/2500ฎีกา 469/2531ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 2345/2540ฎีกา 8108/2542ฎีกา 861/2540ฎีกา 6868/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา