⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 539/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ยึดถือได้บอกกล่าวแก่เจ้าของทรัพย์สินว่าตนจะไม่ยึดถือทรัพย์สินนั้นแทนเจ้าของอีกต่อไป ถือเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ และเป็นการแย่งการครอบครองโดยพลการ

ย่อคำพิพากษา

จ. ภรรยาโจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยและไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงมอบที่ดินตาม น.ส.3 ก. ของโจทก์ให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยต่อมาปี 2527 โจทก์กับ จ. ทวงถาม น.ส.3 ก. คืนจากจำเลยแต่จำเลยไม่คืนให้อ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลยแล้ว และจำเลยเป็นผู้ทำกินในที่ดินพิพาทตลอดมา ถือได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ว่าไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 150 เมื่อประมาณ 15 ปีมาแล้วนางจวน สังข์เทศ ภรรยาโจทก์ได้กู้เงินจากจำเลย ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ดังกล่าวมอบให้จำเลยเป็นประกันเงินกู้เมื่อครบกำหนด 5 ปี นางจวนและจำเลยได้ตกลงกันใหม่โดยให้จำเลยเข้าครอบครองทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวมีกำหนด 7 ปี เพื่อแทนการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยต่อมานางจวนถึงแก่กรรม เมื่อจำเลยครอบครองทำกินในที่ดินโจทก์ครบ 7 ปีแล้ว โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำเลยไม่ยอมคืน ขอให้บังคับจำเลยคืนหนังสือสัญญากู้เงินระหว่างนางจวนกับจำเลยและคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 150 และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และนางจวนร่วมกันกู้เงินจำเลย โดยตกลงให้ดอกเบี้ยตามกฎหมาย และได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 150 มามอบให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันหลังจากนั้นโจทก์และนางจวนไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อประมาณปี 2518 โจทก์และนางจวนตกลงให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โดยตกลงว่าถ้าโจทก์และนางจวนไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่จำเลยภายใน 3 ปี ก็ตกลงให้ที่ดินตกเป็นสิทธิแก่จำเลย จำเลยจึงเข้าครอบครองทำกินในที่ดิน เมื่อครบ 3 ปีแล้วโจทก์กับนางจวนไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลย ที่ดินจึงตกเป็นสิทธิแก่จำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกที่ดินคืน เพราะจำเลยครอบครองอย่างเจ้าของตลอดมาเกินกว่า 5 ปีแล้วหลังจากนั้นจำเลยก็ได้ติดต่อขอให้โจทก์กับนางจวนไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลย แต่โจทก์กับนางจวนไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนให้ ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์ทำการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 150ให้แก่จำเลย หากไม่อาจทำได้ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์และนางจวนไม่เคยตกลงยกที่ดินให้จำเลย เพียงแต่ให้จำเลยเข้าครอบครองทำกินแทนการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย จำเลยจึงไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 150 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนโอนให้ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ฟ้องโจทก์ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้จำเลยคืนหนังสือสัญญากู้ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 150 แก่โจทก์ และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้โจทก์ชำระเงินกู้ 10,000 บาท แก่จำเลย ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงคงฟังได้เพียงว่า นางจวนภรรยาโจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยและไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงมอบที่ดินตาม น.ส.3ก. เอกสารหมาย ล.1 ของโจทก์ให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ย โดยโจทก์เป็นฝ่ายเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินตลอดมาอันเป็นการที่จำเลยครอบครองที่ดินแทนโจทก์เมื่อต่อมาปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์เองตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนนางจวนตาย โจทก์กับนางจวนได้ไปทวง น.ส.3 ก.เอกสารหมาย ล.1 คืนจากจำเลยในปี พ.ศ. 2527 แต่จำเลยไม่คืนให้อ้างว่าที่ดินตาม น.ส.3 ก. ดังกล่าวเป็นของจำเลยแล้ว และจำเลยเป็นผู้ทำกินที่ดินพิพาทตลอดมากรณีจึงเป็นการที่จำเลยยึดถือที่ดินพิพาทอยู่ในฐานะผู้แทนผู้ครอบครองคือโจทก์ แล้วจำเลยเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ว่าไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1381 หลังจากนั้นโจทก์ไม่ได้ดำเนินการเรียกที่ดินคืนจากจำเลยจนมาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 เมษายน 2530 อันเป็นเวลาเกินกว่า1 ปี แต่จำเลยไม่คืนที่ดินให้โจทก์ โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องร้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาจำเลยฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 150 ตำบลมะขามสูง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกให้แก่จำเลย หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์นั้น เห็นว่า เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมแต่อย่างใดต่อจำเลย เป็นเรื่องจำเลยต้องไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในนามของจำเลยเอง" พิพากษากลับ จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ยกคำขออื่นตามฟ้องแย้งจำเลย และให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2535 นาย ปลั่ง สังข์ เท ค โจทก์ นาย เหวย ดีอินทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ปลั่ง สังข์ เท ค · จำเลย - นาย เหวย ดีอินทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์ · สวิน อักขรายุธ · ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1712/2539ฎีกา 8551/2550ฎีกา 2649-2660/2530ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 142/2492ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 945/2537ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1280/2492ฎีกา 817/2490ฎีกา 194/2543ฎีกา 2938/2519ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5640/2541ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 6163/2537ฎีกา 805/2506ฎีกา 663/2488ฎีกา 546/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา