คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2535
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด.
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147,157,265,268 ความผิดตามมาตรา 147 และมาตรา 157 ลงโทษบทหนักตามมาตรา 147 รวม 6 กระทงจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 30 ปี และความผิดตามมาตรา 265 และมาตรา 268 ลงโทษตามมาตรา 268 จำคุกกระทงละ 1 ปีรวม 6 ปี รวมจำคุก 36 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม มาตรา 147,157,265,268 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายให้ลงโทษตามมาตรา 147 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด รวม หลายบท 6 กระทงจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้ฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157, 265, 268, 91 ให้ใช้เงิน 32,788 บาท แก่ที่ทำการปกครองกิ่งอำเภอกระแสสิทธุ์ และริบใบส่งของชั่วคราวและบิลเงินสดปลอม
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 157, 265, 268, 90, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 ความผิดตามมาตรา 147 และมาตรา 157 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามมาตรา 147 และการที่จำเลยเบิกเงินตามใบเบิกเงินเพื่อจ่ายในราชการ (แบบ 350) เอกสารหมาย จ.1 จ.5 จ.8 จ.11 และ จ.17(ที่ถูกมี จ.14 ด้วย) เป็นการกระทำผิดต่างกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวม 6 กระทงจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 30 ปี ความผิดตามมาตรา 265 และ 268 นั้นให้ลงโทษตามมาตรา 268 รวมเป็นความผิด 6 กรรมลงโทษทุกกรรมจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 ปี รวมจำคุก 36 ปี ให้จำเลยใช้เงิน 32,788 บาท แก่ที่ทำการปกครองกิ่งอำเภอกระแสสินธุ์และริบใบส่งของชั่วคราวกับบิลเงินสดปลอมด้วย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 265, 268 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 265, 268 ความผิดตามมาตรา 147 และมาตรา 157 ลงโทษบทหนักตามมาตรา 147 เป็น 6 กระทงจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 30 ปีและความผิดตามมาตรา 265 และมาตรา 268ลงโทษตามมาตรา 268 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 ปี รวมจำคุก 36 ปีแต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 147 และมาตรา 157และที่จำเลยปลอมใบส่งของและบิลเงินสดกับใช้เอกสารปลอมดังกล่าวรวม 6 คราวก็โดยมีเจตนาที่จะใช้เป็นหลักฐานในการเบียดบังยักยอกเงินที่จำเลยเบิกมาในแต่ละงวดรวม 6 คราว การกระทำของจำเลยในแต่ละคราวจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามมาตรา 147 บทหนักรวม 6 กระทง จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 147, 157, 265, 268 ให้ลงโทษตามมาตรา 147บทหนักรวม 6 กระทง จำคุกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ดังนี้ศาลอุทธรณ์เพียงแต่พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง คดีของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกฎีกาจำเลย.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2535
พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลา โจทก์
นาย สม ศักดิ์ ทอง ทวี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลา · จำเลย - นาย สม ศักดิ์ ทอง ทวี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมชัย ศิริบุตร · อากาศ บำรุงชีพ · ชลิต ประไพศาล |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ