⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 703/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 703/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลภายนอกจะเข้าเป็นลูกหนี้แทนลูกหนี้เดิมโดยที่เจ้าหนี้มิได้ตกลงด้วยนั้น ไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ลูกหนี้เดิมยังคงต้องรับผิดในหนี้นั้นต่อไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 อ้างว่า สามีของจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับผิดชอบ ชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อแทนให้โจทก์ อันเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนี้เมื่อโจทก์มิได้ตกลงทำสัญญาด้วย กรณีจึงมิใช่การแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ 1 ระงับ จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามคำแก้ฎีกาโจทก์ยอมรับว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยบางส่วนแล้ว จึงต้องนำมาหักออกจากหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิด เมื่อคำฟ้องและคำให้การพอที่จะรับฟังและวินิจฉัยได้ การที่ศาลอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานหลักจากจำเลย ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อนสืบพยานเสร็จก็มิได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ฎีกาข้อนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.341 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ผิดนัดไม่ชำระค่างวด สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน2528 จำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ให้ร่วมกันชำระราคาเป็นเงิน 241,680 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาทแต่วันที่ 4 มีนาคม 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ได้ค้ำประกันเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2527รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้มอบภาระหน้าที่ให้สามีของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับโจทก์เพื่อรับผิดใช้หนี้สินที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อโดยสามีของจำเลยที่ 2 ตกลงจะเป็นผู้ชดใช้หนี้สินแทน สามีจำเลยที่ 2 ได้รับรถยนต์ไปซ่อมแซมและเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ตลอดมา และได้ติดต่อเพื่อขอรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วคดีมีทางตกลงกันได้ ค่าเสียหายเกินความจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากไม่สามารถส่งมอบให้ร่วมกันใช้ราคา 241,680 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายถึงวันฟ้อง 40,300 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 3,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยหรือจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระราคารถยนต์ให้โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 201,980 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ เพราะสามีจำเลยที่ 2 ได้รับรถยนต์ไปและตกลงจะไปเช่าซื้อจากโจทก์ สามีจำเลยที่ 2 จึงรับภาระหน้าที่ในการจัดการชำระหนี้ตามสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับสามีจำเลยที่ 2 เอง มิได้เกี่ยวข้องอะไรกับโจทก์ ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ อาจทำให้หนี้ระหว่างจำเลยที่ 1กับโจทก์ระงับได้ การแปลงหนี้ใหม่จะต้องทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่แต่กรณีที่จำเลยที่ 1 อ้างมานั้น เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับสามีจำเลยที่ 2 โจทก์มิได้ตกลงทำสัญญาด้วย ทั้งการเช่าซื้อกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือถ้าสามีจำเลยที่ 2 จะทำการเช่าซื้อต่อก็ต้องมีสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์เมื่อเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับสามีจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ตกลงเป็นคู่สัญญาด้วยจึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับ จำเลยที่1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์... แต่ในคำแก้ฎีกาโจทก์รับว่าจำเลยที่ 2เคยผ่อนชำระให้โจทก์ 20,000 บาท จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปอีก 20,000 บาท เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดจำนวน 201,980 บาทแต่ได้รับชำระ 20,000 บาท จึงเหลือหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิด 181,980 บาท ส่วนฎีกาจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการยื่นบัญชีระบุพยานหรือโจทก์ไม่แก้ไขคำฟ้อง เห็นว่า เมื่อคำฟ้องและคำให้การพอที่จะรับฟังและวินิจฉัยได้ การที่ศาลอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานหลังจากที่สืบพยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายที่นำสืบก่อนเสร็จแล้ว ก็ไม่เป็นข้อสำคัญในคดี เพราะจะอนุญาตหรือไม่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัย..." พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน181,980 บาท แก่โจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 703/2535 บริษัท โอเชี่ยนลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ นาย อภิลักษณ์ ชู พินิจ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท โอเชี่ยนลีสซิ่ง จำกัด · จำเลย - นาย อภิลักษณ์ ชู พินิจ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ก้าน อันนานนท์ · อุดม เฟื่องฟุ้ง · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1561/2520ฎีกา 3219/2534ฎีกา 2135/2518ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 991/2548ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 156/2513ฎีกา 848/2534ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ