⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 775/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้และยอมชำระหนี้ตามเช็ค ย่อมมีผลผูกพันให้จำเลยต้องชำระหนี้ตามเช็คที่ยังเหลืออยู่ แม้ข้อเท็จจริงจะยุติไปในส่วนอื่นแล้วก็ตาม. การที่คู่ความมิได้โต้แย้งประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถาน ถือว่าคู่ความได้สละประเด็นดังกล่าวแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อข้อความตามบันทึกการตกลงเอกสารหมาย จ.8 ปรากฏชัดว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1, จ.3 และจ.5 และยอมชำระเงินให้โจทก์ตามที่ระบุไว้ในเช็ค แม้ทางพิจารณาของศาลฎีกาข้อเท็จจริงจะยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 บันทึกการตกลงดังกล่าวก็ยังมีผลบังคับให้จำเลยต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.3และ จ.5 ที่ยังเหลืออยู่ได้ จำเลยจะให้การต่อสู้ในประเด็นที่ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริตและคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วไว้ก็ตาม แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นดังกล่าวไว้เป็นประเด็นพิพาทในคดี และคู่ความก็มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ย่อมถือได้ว่าคู่ความได้สละประเด็นดังกล่าวแล้ว.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2524 จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาพุนพิน จำนวน 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน54,955 บาท ให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็ค ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2524 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพินเรียกจำเลยไป จำเลยยอมรับสภาพหนี้ว่าเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คทั้งสามฉบับจริงขอผัดนำเงินมาชำระให้โจทก์ภายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2524 ได้ทำบันทึกการตกลงไว้ครั้นถึงกำหนดจำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ชำระ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระต้นเงิน 54,955 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัด จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ไม่ได้นำเช็คไปฟ้องเรียกเงินภายในกำหนด โจทก์นำบันทึกท้ายฟ้องมาฟ้องโดยไม่สุจริตเพราะเป็นบันทึกเพื่อยกเลิกคดีอาญา บันทึกท้ายฟ้องไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์จำเลยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2524เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คเอกสารหมาย จ.1 จ.3 และ จ.5 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1309/2526 ของศาลแขวงสุราษฎร์ธานี เมื่อเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับถึงกำหนด โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาวันที่26 มิถุนายน 2524 โจทก์จำเลยได้เจรจากันต่อหน้าพนักงานสอบสวนในที่สุดได้มีการทำบันทึกการตกลงไว้ว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริง และจะยอมชำระเงินให้โจทก์ตามที่ระบุไว้ในเช็คนั้นตามบันทึกการตกลงคดีอาญาที่ 230/2524 เอกสารหมาย จ.8ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1309/2526 ของศาลแขวงสุราษฎร์ธานีศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามจำนวนเงินในเช็คเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 ดังกล่าวเป็นเงิน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยมิได้วินิจฉัยถึงเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ในสำนวนคดีอาญาดังกล่าวแต่อย่างใด และโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่ต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเอกสารหมายจ.1 ดังกล่าวให้แก่โจทก์... ประเด็นแรกจำเลยฎีกาว่า บันทึกการตกลงเอกสารหมาย จ.8 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1309/2526ของศาลแขวงสุราษฎร์ธานีไม่มีผลบังคับเพราะโจทก์ฟ้องตั้งข้อหาว่าจำเลยผิดสัญญารับสภาพหนี้ โดยอ้างว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 จ.3 และ จ.5 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่1309/2526 ของศาลแขวงสุราษฎร์ธานี รวม 3 ฉบับ เป็นเงิน 54,955บาท แต่ทางพิจารณาข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5ในคดีดังกล่าวเพียง 2 ฉบับ เป็นเงิน 31,000 บาท เท่านั้น จึงไม่ตรงตามบันทึกการตกลงเอกสารหมาย จ.8 ในคดีดังกล่าว และเป็นหนี้ที่มีจำนวนไม่แน่นอน บันทึกการตกลงตามเอกสารหมาย จ.8 ดังกล่าวจึงมิใช่หนังสือรับสภาพหนี้อันจะมีผลบังคับได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อความตามบันทึกการตกลงเอกสารหมาย จ.8 ในคดีดังกล่าวและรายงานประจำวันธุรการของสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน ลงวันที่ 24 มิถุนายน2524 ปรากฏชัดว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าว และยอมชำระเงินให้โจทก์ตามที่ระบุไว้ในเช็คเช่นนี้ แม้ว่าทางพิจารณาข้อเท็จจริงจะยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมายจ.1 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่บันทึกการตกลงเอกสารหมาย จ.8ดังกล่าว ก็ยังมีผลบังคับให้จำเลยต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 ที่ยังเหลืออยู่ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... ประเด็นตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริต และคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะประเด็นดังกล่าวจำเลยได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การจำเลยแล้ว นั้น เห็นว่าแม้จำเลยจะให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ก็ตาม แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นดังกล่าวไว้เป็นประเด็นพิพาทในคดีและคู่ความก็มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ย่อมถือได้ว่าคู่ความได้สละประเด็นดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาในทุนทรัพย์ 49,650 บาทนั้น ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะในชั้นนี้มีทุนทรัพย์เพียง 37,393.75บาท สมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลย" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2535 นาย ชอบ ตรี ย วง โจทก์ นาย เชิ้ม หรือ เ ยิ้ม กลับ สมบูรณ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ชอบ ตรี ย วง · จำเลย - นาย เชิ้ม หรือ เ ยิ้ม กลับ สมบูรณ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3405/2537ฎีกา 734/2516ฎีกา 5384/2538ฎีกา 3796/2540ฎีกา 388-389/2511ฎีกา 3813/2535ฎีกา 13107/2556ฎีกา 1345/2532ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 3206/2537ฎีกา 779/2532ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2501/2526ฎีกา 3350/2538ฎีกา 369/2522ฎีกา 1969/2515ฎีกา 6549/2542ฎีกา 2752/2537ฎีกา 200/2536ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ