⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1746/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1746/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายตามภูมิลำเนาที่ระบุในฟ้อง ถือว่าจำเลยได้รับทราบกระบวนพิจารณาแล้ว และคำร้องขอพิจารณาใหม่ต้องยื่นภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการยึดทรัพย์เพื่อบังคับคดีแล้ว จะต้องยื่นคำร้องภายใน 6 เดือนนับแต่วันยึดทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

คำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยอ้างว่า จำเลยไม่ได้อยู่ที่บ้านในระหว่างถูกฟ้องเพราะเดินทางไปประเทศซาอุดีอาระเบีย แสดงว่าจำเลยยังมีภูมิลำเนาอยู่ตามที่ระบุในฟ้อง เจ้าพนักงานเดินหมายส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตลอดจนคำบังคับให้จำเลยตามภูมิลำเนาดังกล่าว จึงเป็นการส่งโดยชอบแล้ว คำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยจะต้องยื่นภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 209ทั้งนี้ แม้จะมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่เมื่อมีการยึดทรัพย์เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้ว ก็ไม่อาจยื่นคำขอล่าช้าเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.74 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.79 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยมีสิทธิครอบครองร่วมกันในที่ดินพิพาท ให้แบ่งที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยคนละ 1 ส่วน ตามที่คู่ความตกลงกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ว่าใครได้ส่วนไหนก็ให้นำที่ดินพิพาทขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2532 โดยอ้างว่าไม่อาจยื่นคำขอได้เร็วกว่านี้เพราะเพิ่งทราบเหตุและเพิ่งเดินทางกลับจากทำพิธีที่ประเทศซาอุดีอาระเบียจำเลยขอคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นสั่งว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยมิได้ยื่นภายในกำหนด ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยแบ่งที่ดินพิพาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 4 ส่วน โดยให้โจทก์ทั้งสามและจำเลยได้รับคนละ 1 ส่วนหากตกลงแบ่งแยกกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งคนละเท่า ๆ กัน โจทก์ทั้งสามได้ส่งคำบังคับให้จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2527 และศาลได้ออกหมายบังคับคดี เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2527 โจทก์ทั้งสามนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2527และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 14มกราคม 2528 จำเลยยื่นคำขอพิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2532มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยยื่นภายในกำหนดหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคำร้องขอพิจารณาใหม่ จำเลยเพียงแต่อ้างว่าจำเลยไม่ได้อยู่ที่บ้านในระหว่างที่ถูกฟ้องคดีนี้ เพราะจำเลยเดินทางไปประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งแสดงว่า จำเลยยังมีภูมิลำเนาตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง การที่เจ้าพนักงานเดินหมาย ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตลอดจนคำบังคับให้จำเลยตามภูมิลำเนาดังกล่าวจึงเป็นการส่งโดยชอบแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 บัญญัติว่า คำขอให้พิจารณาใหม่นั้นให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย อนึ่ง ถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่บัญญัติไว้ข้างบนนี้โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นประการใดก็ตามห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้ เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2527และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2528 จำเลยมายื่นคำขอพิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 21พฤศจิกายน 2532 จึงพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นคำขอพิจารณาใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงเป็นการชอบแล้วนั้น เห็นว่า แม้จะมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยก็ไม่อาจยื่นคำขอล่าช้าเกิน6 เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1746/2536 นาย ปี เดาะ ลอ มา กับพวก โจทก์ นาง แมะ หะยีอุเช็ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ปี เดาะ ลอ มา กับพวก · จำเลย - นาง แมะ หะยีอุเช็ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง วรรณกลาง · สะสม สิริเจริญสุข · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7233/2537ฎีกา 95/2534ฎีกา 1843/2536ฎีกา 396/2536ฎีกา 1069/2527ฎีกา 3488/2545ฎีกา 345/2520ฎีกา 1633/2532ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 10/2548ฎีกา 2152/2536ฎีกา 1108/2535ฎีกา 3909/2535ฎีกา 125/2511ฎีกา 177/2538ฎีกา 1395/2534ฎีกา 3290/2525ฎีกา 5105/2528ฎีกา 324/2503ฎีกา 5011/2532ฎีกา 2266/2515ฎีกา 2884/2541ฎีกา 1546/2514
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ