⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1844/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1844/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนเองได้รับประโยชน์เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้าย ถือเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยกับพวกมีปากกาติดตัวเป็นอาวุธได้ร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหาย โดยการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนผู้เสียหายให้เงินแก่จำเลยกับพวกจำนวน 20 บาท เป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้จำเลยได้รับประโยชน์เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น จึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน มีปากกาติดตัวเป็นอาวุธได้ร่วมกันบีบบังคับและข่มขืนใจนายพีระสัณห์ วีโนทัย ผู้เสียหายให้ยินยอมให้ทรัพย์สินแก่ตนโดยการร่วมกันชกต่อยร่างกาย ใบหน้ากกหู และใช้ปากกาเป็นอาวุธกรีดแขนของผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กาย จนผู้เสียหายยอมให้เงินแก่จำเลยกับพวกไป 20 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 337 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคสอง (2), 83 จำเลยอายุ 18 ปี รู้ผิดชอบชั่วดีแล้วยังไม่เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี แม้ว่าจำเลยจะยังเป็นนักศึกษาและทรัพย์ที่ได้ไปจำนวนเล็กน้อย แต่พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจและเป็นภัยร้ายแรงในสถานการศึกษาซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรมีความปลอดภัยสูงกว่าสถานที่อื่นทั่วไปจึงไม่สมควรรอการลงโทษจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือกรรโชกทรัพย์และหากเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวกได้เป็นคนร้ายมีปากกาติดตัวเป็นอาวุธได้ร่วมกันข่มขืนใจนายพีระสัณห์ วีโนทัย ผู้เสียหายโดยการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายยอมให้เงินแก่จำเลยกับพวกจำนวน20 บาท การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้จำเลยได้รับประโยชน์เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น จึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานชิงทรัพย์แล้วคดีไม่จำต้องพิจารณาว่า ศาลจะลงโทษจำเลยตามความผิดฐานชิงทรัพย์แล้วคดีไม่จำต้องพิจารณาว่าศาลจะลงโทษจำเลยตามความผิดฐานชิงทรัพย์ได้หรือไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1844/2536 พนักงานอัยการ จังหวัด ตรัง โจทก์ นาย ภัก ดี สอน ทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ตรัง · จำเลย - นาย ภัก ดี สอน ทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสภณ จันเทรมะ · สกล เหมือนพะวงศ์ · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 213/2554ฎีกา 753/2539ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ